เหตุผลยกเลิกบ่อนเบี้ยในสมัยรัชกาลที่ 5

มิถุนายน 25, 2015 ใส่ความเห็น

ปรุฬห์ รุจนธำรงค์

สมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยยังมีบ่อนเบี้ยอยู่ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ ศก 117 (พ.ศ.2441) พระองค์ก็มีพระบรมราชโองการประกาศยกเลิกบ่อนเบี้ย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน RKJ24410219

สาระสำคัญของประกาศดังกล่าว หากพูดแบบชาวบ้าน คือ บ่อนเบี้ยการพนันทำให้ประชาชนเกียจคร้าน เสียเงินทอง เสียเวลาทำมาหากิน แต่จะยกเลิกทันทีก็เสียดายเงินที่จะมาพัฒนาประเทศ ราษฎรบางส่วนก็หาเงินเป็นเฉพาะในบ่อนทำงานอื่นไม่เป็น จึงต้องจัดโซนเพื่อลดจำนวนบ่อนเบี้ยลง แต่ก็รู้นะว่ามีคนได้ผลประโยชน์จากบ่อนเหล่านี้

อีก 6 ปีต่อมา เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ ศก 123 (พ.ศ.2447) รัชกาลที่ 5 พระองค์ก็มีพระบรมราชโองการประกาศยกเลิกบ่อนเบี้ย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน RKJ24470226

สาระสำคัญของประกาศดังกล่าว หากพูดแบบชาวบ้าน คือ แม้ว่าบ่อนเบี้ยจะเป็นรายได้สำคัญก็ตาม แต่ทำให้จิตใจตกต่ำ เสียทรัพย์สมบัติของตัวเองไม่พอ คนอื่นก็อาจจะเสียทรัพย์ด้วย เพราะมีการก่ออาชญากรรม เงินที่ควรได้จากบ่อนก็รั่วไหลไปต่างประเทศอีก ควรยกเลิกบ่อนให้ราษฎรมี “สันดานและความประพฤติ” ดีขึ้น รู้จักทำมากิน เดี๋ยวก็มีทรัพย์สินใช้ในประเทศ ก็ทำให้บ้านเมืองเจริญได้ ประกาศนี้ก็ยังกล่าวเหมือนเดิม คือ จะเลิกทันทีก็เสียดายเงินมาพัฒนาประเทศ จึงต้องค่อยๆลดจำนวนลง และประกาศนี้มีอ้างอิทธิพลจากต่างชาติว่า ถ้าจะยกเลิกบ่อนอาจต้องมีการขึ้นภาษีอากรบางประเภทต้องขอเจรจาก่อน

Advertisements
หมวดหมู่:Uncategorized

คอลัมน์ ก.พ.ค.ขอบอก: “ร้องทุกข์ซ้ำ ทำไม่ได้”

มิถุนายน 3, 2015 ใส่ความเห็น

คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม. คอลัมน์ ก.พ.ค.ขอบอก: “ร้องทุกข์ซ้ำ ทำไม่ได้”. มติชน ฉบับวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558 หน้า 10

“ก.พ.ค. ขอบอก” วันนี้ ขอเสนอกรณีตัวอย่างเรื่องร้องทุกข์ของข้าราชการตำแหน่งเลขาธิการสำนักงาน ก. ได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. กรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ข. ได้พิจารณาวินิจฉัยหรือมีความเห็น ในเรื่องที่ผู้ร้องทุกข์มีหนังสือขอความเป็นธรรม โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ โดยผู้ร้องทุกข์ได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ข. 2 กรณี คือ กรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ร้องทุกข์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกรณีคณะกรรมการสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ร้องทุกข์ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ปรากฏในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง

ก.พ.ค. พิจารณาแล้วเห็นว่า ในประเด็นร้องทุกข์เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแก่ผู้ร้องทุกข์ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ก.พ.ค. ได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2556 ไม่รับคำร้องทุกข์ไว้พิจารณาแล้ว และในประเด็นร้องทุกข์เรื่อง คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงดำเนินการสอบสวนผู้ร้องทุกข์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก.พ.ค. ได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2556 ไม่รับคำร้องทุกข์ไว้พิจารณาแล้วเช่นกัน รวมทั้งเมื่อได้พิจารณาประเด็นร้องทุกข์และคำขอของผู้ร้องทุกข์ตามหนังสือร้องทุกข์ฉบับนี้แล้ว ก็พบว่าเป็นประเด็นเดียวกันกับประเด็นร้องทุกข์และคำขอของผู้ร้องทุกข์ ที่ ก.พ.ค. ได้มีคำวินิจฉัยไปแล้วทั้งสองครั้งดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงเป็น การร้องทุกข์ซ้ำในเรื่องที่ ก.พ.ค. ได้มีคำวินิจฉัยแล้ว จึงห้ามมิให้รับไว้พิจารณา ตามข้อ 42 (5) ของกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วย การร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2556 อีกทั้งการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ข. ได้พิจารณาหนังสือร้องขอ ความเป็นธรรมของผู้ร้องทุกข์และมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องทุกข์ทราบนั้น ก็เป็นเพียงการพิจารณาตอบแจ้งของผู้บังคับบัญชาต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งยังไม่มีผลกระทบต่อสถานภาพแห่งสิทธิของผู้ร้องทุกข์ แต่อย่างใด กรณีตามเรื่องร้องทุกข์นี้จึงยังไม่ถือเป็นเหตุคับข้องใจ ในอันที่จะนำมาเป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ได้ ดังนั้น ผู้ร้องทุกข์จึงมิใช่เป็นผู้มีสิทธิร้องทุกข์ ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบข้อ 7 ของกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 กรณีจึงต้องห้ามมิให้รับคำร้องทุกข์ไว้พิจารณาตามข้อ 42 (1) และ (5) ของกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2556 ก.พ.ค. จึงมีคำวินิจฉัยไม่รับเรื่องร้องทุกข์นี้ไว้พิจารณา และสั่งจำหน่ายเรื่องออกจากสารบบ

หากข้าราชการไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรมในระบบราชการพลเรือน หรือมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อได้ที่ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม สำนักพิทักษ์ระบบคุณธรรม สำนักงาน ก.พ. ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0 2547 1844 โทรสาร 0 2547 2004 – 5 หรือ http://www.ocsc.go.th

การเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

มีนาคม 26, 2015 ใส่ความเห็น

ปรุฬห์ รุจนธำรงค์

 

          ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐไม่ว่าจะเป็นของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี องค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพ (สภาวิชาชีพ) หน่วยงานอิสระของรัฐและหน่วยงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ถ้ามี) เป็นข้อมูลที่ต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 9(8)

          เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2558 ได้มีประกาศคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เรื่อง กำหนดให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องจัดไว้ให้ประชาชนตรวจดูได้ตามมาตรา 9 (8) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนพิเศษ 65 ง หน้า 27 ได้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เรื่อง กําหนดให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องจัดไว้ให้ประชาชนตรวจดูได้ตามมาตรา 9 (8) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2543

 

PublicInformation

 

ข้อความเดิม

(ประกาศคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เรื่อง กําหนดให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องจัดไว้ให้ประชาชนตรวจดูได้ตามมาตรา 9 (8) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2543)

ข้อความใหม่

(ประกาศคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เรื่อง กำหนดให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องจัดไว้ให้ประชาชนตรวจดูได้ตามมาตรา 9 (8) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ลงวันที่ 16 มกราคม 2558)

           ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำสรุปผลการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน โดยให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับงานที่จัดซื้อจัดจ้าง วงเงินงบประมาณ วิธีซื้อหรือจ้าง รายชื่อผู้เข้าเสนอราคาและราคาที่เสนอผู้ได้รับการคัดเลือก และราคาและเหตุผลที่คัดเลือกผู้เสนอราคารายนั้นโดยสรุป เพื่อเป็นดรรชนีสำหรับการตรวจดูของประชาชน            ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐเป็นเอกสารที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามมาตรา 9 (8) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 โดยให้หน่วยงานของรัฐจัดทำสรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน ให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับงานที่จัดซื้อหรือจัดจ้าง วงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง ราคากลาง วิธีซื้อหรือจ้าง รายชื่อผู้เสนอราคาและราคาที่เสนอ ผู้ได้รับการคัดเลือก และราคาที่ตกลงซื้อหรือจ้าง เหตุผลที่คัดเลือกโดยสรุป และเลขที่และวันที่ของสัญญาหรือข้อตกลงในการซื้อหรือการจ้าง เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้           กรณีเดือนใดไม่มีการจัดซื้อหรือจัดจ้าง หรือมีการยกเลิกโครงการหรือสัญญาหรือข้อตกลงในการซื้อหรือจ้าง ให้รายงานไว้ด้วย

 
     นอกจากนี้ยังได้กำหนดวิธีการกรอกแบบสรุปผลการดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือน (แบบ สขร.1) ขึ้นใหม่โดยให้แต่ละช่องสรุปดังนี้

 

                    ช่องที่ (1) ให้ระบุวันที่ เดือน ปี ที่จัดทำสรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างนั้น

                    ช่องที่ (2) ให้เรียงลำดับตามวันที่ของสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือในการซื้อหรือจ้าง

                    ช่องที่ (3) ให้ระบุชื่อของงานที่จัดซื้อหรือจ้าง

                    ช่องที่ (4) ให้ระบุวงเงินงบประมาณ วงเงินตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือ ที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งนั้น ทั้งหมดถ้าไม่มีวงเงินดังกล่าวให้ระบุวงเงินที่ประมาณว่าจะซื้อหรือจ้างในครั้งนั้น

                    ช่องที่ (5) ให้ระบุวงเงินราคากลางของงานซื้อหรือจ้างในครั้งนั้น

                    ช่องที่ (6) ให้ระบุวิธีการที่จัดซื้อหรือจัดจ้างในครั้งนั้น

                    ช่องที่ (7) ให้ระบุชื่อของผู้ที่เข้าเสนอราคาในการจัดซื้อหรือจ้างครั้งนั้นทุกราย พร้อมทั้งราคาที่เสนอ

                    ช่องที่ (8) ให้ระบุชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ขายหรือผู้รับจ้าง พร้อมทั้งราคาที่ได้ตกลงซื้อหรือจ้าง

                    ช่องที่ (9) ให้ระบุเหตุผลที่คัดเลือกผู้ขายหรือผู้รับจ้างรายนั้น

                    ช่องที่ (10) ให้ระบุเลขที่ของสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ พร้อมทั้งวัน เดือน ปี ที่ทําสัญญาหรือ ข้อตกลงนั้น

sorkhorror1-2544

แบบ สขร.1 (เดิม) 

sorkhorror1-2558

แบบ สขร.1 (ใหม่)

 

สรุป

  1. ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างต้องแสดงให้ประชาชนตรวจดูได้อยู่แล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  2. สิ่งที่เปลี่ยนแปลง คือ แบบ สขร.1 ให้แยกวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างและราคากลางแยกออกจากกัน (รูปแบบเดิมไม่ได้บังคับต้องแสดงราคากลางด้วย) และให้เพิ่มช่องระบุเลขที่ของสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ พร้อมทั้งวัน เดือน ปี ที่ทําสัญญาหรือ ข้อตกลงนั้น
  3. ต้องสรุปข้อมูลเป็นรายเดือนทุกๆ เดือน (เดิมไม่ได้บังคับระยะเวลาจัดทำข้อมูล)
  4. กรณีเดือนใดไม่มีการจัดซื้อหรือจัดจ้าง หรือมีการยกเลิกโครงการหรือสัญญาหรือข้อตกลงในการซื้อหรือจ้าง ให้รายงานไว้ด้วย
หมวดหมู่:Uncategorized

คอลัมน์ กฏหมายข้างตัว: ป.ป.ช.ลงโทษเกินเหตุ (ศาลปกครองเพิกถอนการชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงของ ปปช.ได้)

มีนาคม 23, 2015 ใส่ความเห็น

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์. คอลัมน์ กฏหมายข้างตัว: ป.ป.ช.ลงโทษเกินเหตุ. เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558 หน้า 10

มาตรา ๙๒ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้อำนาจการลงโทษทางวินัยของข้าราชการของผู้บังคับบัญชาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งมีโทษอยู่สองสถานเท่านั้น

ไล่ออกหรือปลดออก

ผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษไล่ออกหรือปลดออกตามนั้น ห้ามพิสดารพลิกแพลงเป็นตัดเงินเดือน ภาคทันฑ์ หรือว่ากล่าวตักเตือน

ห้ามไปกระทั่งหน่วยงานผู้รับพิจารณาอุทธรณ์การลงโทษว่าจะพิจารณาโทษเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากไล่ออกหรือปลดออกเช่นกัน

บังคับใช้กันนาน ๆ ไปก็เกิดความเมามันตามวิสัยของพี่ไทยสิครับท่าน โดยเฉพาะประดาขาใหญ่เจ้าประจำ กรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย

กลายเป็นว่าดุลพินิจในการลงโทษทางวินัยตามกฎหมายดังกล่าว องค์กรอื่นอย่าบังอาจมาแหยมเปลี่ยนแปลงโทษทางวินัยที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่าผิดวินัยอย่างร้ายแรงเป็นอันขาด พยานหลักฐานที่ฟังมาเป็นอันยุติ ต้องถือตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.วินิจฉัย แม้กระทั่งศาลปกครอง

อุต๊ะ ชักเมามันเหมือนกันละซี

ผิดถูกประการใดเชิญติดตามลุ้นระทึกไปกับคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาจ้างปรับปรุงระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าแรงต่ำของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จำนวนห้าคน

ถูกไล่ออกแบบเหมาเข่งเนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

เขาหาว่าทั้งห้าคนนี้รู้เต็มอกว่ามีการกระทำอันเป็นการขัดขวางการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ ในการประกวดราคาครั้งนี้
เนื่องจากซองเสนอราคาและเอกสารที่เกี่ยวข้องบริษัทผู้เข้าประกวดราคารายหนึ่งถูกขโมยไป น่าจะมีเจตนากลั่นแกล้งเพื่อมิให้บริษัทนี้เข้ายื่นซองได้

คณะกรรมการคณะนี้ก็หาได้กระทำการยกเลิก แต่ก็ยัง ให้ดำเนินการประกวดราคาต่อไปก็เสร็จบริษัทที่เหลืออยู่เพียง บริษัทเดียวนะซี ชนะการประกวดราคาแบบนอนมาใส ๆ ไม่ต้อง มีพระนำ

อย่าฟังความข้างเดียวครับท่าน มาฟังเหตุผลของคณะกรรมการทั้งห้าท่านบ้าง

ตามวิสัยของโรงพยาบาลบ้านนอก กระแสไฟฟ้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวตกเดี๋ยวดับ มีผลกระทบมาก กำลังผ่าตัดเพลิน ๆ ไฟดับซะงั้น คนไข้ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตซีจ๊ะ

จะมาโอ้เอ้วิหารราย รอรายโน้นรายนี้มาเสนอราคาให้ครบถ้วนได้ไงละโยม

ฟังไม่ขึ้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาคณะนี้มีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม

ส่งต่อให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขผู้บังคับบัญชาลงโทษซึ่งด้วยอานุภาพของมาตรา ๙๒ ดังกล่าว คณะกรรมการจึงถูกไล่ออกแบบเหมาเข่งด้วยประการฉะนี้

ผู้ถูกลงโทษอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท่านก็เปลี่ยนการลงโทษได้แค่จากไล่ออกเป็นปลดออก
คณะกรรมการทั้งห้าคนจึงเปลี่ยนเป็นผู้ฟ้องคดีทั้งห้า มีปลัดกระทรวงเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับประดาท่านที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย

คดีนี้ ประเด็นข้อโต้แย้งตามชื่อเรื่องในวันนี้น่าสนใจ เพราะมีข้อต่อสู้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒/๒๕๔๖ วินิจฉัยว่าเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ เป็นอันยุติ องค์กรที่พิจารณาอุทธรณ์ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานความผิดทางวินัย ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.วินิจฉัยและยุติแล้วให้เป็นประการอื่นได้อีก

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ปัญหาการวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยปัญหาระหว่างอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.กับผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานความผิดทางวินัยในคดีนี้ คือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
แต่ไม่มีผลผูกพันศาล ซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการที่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีและสามารถตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม

ศาลปกครองย่อมมีอำนาจดุลพินิจอย่างอิสระที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามรูปคดีโดยไม่จำต้องยึดถือพยานหลักฐานจากสำนวนคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่อย่างใด

ส่วนในข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดีดำเนินการต่อไปโดยไม่ยกเลิกทั้งที่มีการกลั่นแกล้งดังกล่าวนั้น

ท่านว่าเนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนดังกล่าวในเรื่องกระแสไฟฟ้าตกเป็นประจำและความจำเป็นทางด้านงบประมาณ ผู้ฟ้องคดีจึง กระทำผิดพลาดเพียงเล็กน้อยที่ไม่ระบุเหตุผล ในการดำเนินการประกวดราคาต่อไปและ ไม่ปรากฏว่าเกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

กรณียังฟังไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ชอบอันถือได้ว่าทุจริตต่อหน้าที่ราชการอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เป็นการลงโทษที่ไม่เหมาะสมกับความผิด คำสั่งลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พิพากษาให้ เพิกถอนคำสั่งลงโทษ ให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันออกคำสั่งและดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.๓๐/๒๕๕๗).

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์.
http://www.facebook.com/pisit polruckket
อีเมล pisit_polruckket@hotmail.com

เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน

มีนาคม 3, 2015 ใส่ความเห็น

เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ได้รับเงินเดือนในอัตราขั้นต้น เดือนละไม่เกิน 250,000 บาท นับแต่วันที่มีคําสั่งแต่งตั้ง

เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานมีสิทธิได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน ประจําปีในอัตราไม่เกินร้อยละสิบของเงินเดือนที่ได้รับ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลการประเมินตามหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินของคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน

ERC-SecretaryGeneral

ที่มา: ระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ว่าด้วยเงินเดือนและค่าตอบแทนพิเศษของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนพิเศษ 50 ง วันที่ 3 มีนาคม 2558 หน้า 88

หมวดหมู่:wageandsalary

คอลัมน์ ทนายชาวบ้าน: อายัดเงินประจำตำแหน่งได้ไหม

กุมภาพันธ์ 25, 2015 ใส่ความเห็น

พงศ์ อมร. คอลัมน์ ทนายชาวบ้าน: อายัดเงินประจำตำแหน่งได้ไหม. ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 หน้า 22

การอายัดเงินของลูกหนี้เพื่อนำมาชำระหนี้นั้นกฏหมายห้ามอายัดเงินเดือน มิฉะนั้นจะไม่มีเงินมาใช้จ่ายเพื่อการยังชีพได้
ประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาตามแพ่งมาตรา 286 จึงได้บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฏหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี…(2) เงินเดือนค่าจ้าง…หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ…”
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งต่อไปจะเรียกว่า “โจทก์” เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้หญิงอีกคนหนึ่งมีอาชีพเป็นพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “จำเลย”
จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ (ตามคำพิพากษา) 4 แสน 2 หมื่นบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีและเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่ง อายัด เงินประจำตำแหน่งของจำเลย (เพื่อจะเอามาชำระหนี้)
ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการอายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลยดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าจำเลยประกอบอาชีพรับราชการ เงินประจำตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพของจำเลยไม่อยู่ในข่ายความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดและให้โจทก์คืนเงินที่ได้รับไปแล้ว
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้น (ที่มีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลย และให้โจทก์คืนเงินที่ได้รับไปแล้ว)-ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์ เฉพาะปัญหาข้อกฏหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา (โดยจำเลยไม่คัดค้าน) คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินประจำตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพของจำเลยอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ ?
ศาลฎีกา โดยคำพิพากษาฎีกาที่ 10444/2556 วินิจฉัยว่าเงินประจำตำแหน่ง ถือเป็น รายได้อื่น ในลักษณะเดียวกันกับ เงินเดือน ของข้าราชการที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (ตาม ปพพ.มาตรา 286 (2)) แม้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ไม่ให้ถือเป็น เงินเดือน ก็ตามก็เพียงเพื่อนำเงินประจำตำแหน่งมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญเท่านั้น…โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับคดีเอาจากเงินประจำตำแหน่งของจำเลยได้-พิพากษายืน.

หมวดหมู่:Uncategorized

ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

กุมภาพันธ์ 4, 2015 ใส่ความเห็น

พ.ศ.2558 ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับค่าตอบแทนคงที่ในอัตราเงินเดือน 340,000 บาท รวมทั้งค่าตอบแทนพิเศษประจำปี และสิทธิประโยชน์อื่นที่ผู้รับจ้างจะได้รับ ตามที่กระทรวงการคลังเห็นชอบแล้ว ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป แต่ไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (ที่มา มติคณะรัฐมนตรี 3 กุมภาพันธ์ 2558)

หมวดหมู่:wageandsalary
%d bloggers like this: