หน้าแรก > Uncategorized > ขอบเขตการบังคับใช้ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

ขอบเขตการบังคับใช้ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

พฤศจิกายน 27, 2011 ใส่ความเห็น Go to comments

ปรุฬห์ รุจนธำรงค์

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ใช้บังคับกับนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ยกเว้นนายจ้างในกิจการ
(1) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น
(2) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ราชการส่วนกลาง ได้แก่ (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง, ราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดและอำเภอ, ราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริการส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา

ส่วนรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 หมายความว่า (1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า หรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ

หากลูกจ้างทำงานในราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจ จะไม่นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างประจำ หรือลูกจ้างชั่วคราวก็ตาม แต่ถ้าลูกจ้างทำงานในหน่วยงานของรัฐอื่น เช่น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์การมหาชน สภาวิชาชีพ มหาวิทยาลัยของรัฐในกำกับ หากพิจารณากฎหมายแล้วควรจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เว้นแต่ในกฎหมายจัดตั้งองค์กรเหล่านั้นได้บัญญัติให้บุคลากรเป็นข้าราชการ หรือได้บัญญัติข้อความว่า “กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน…แต่พนักงานและลูกจ้างของสำนักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน…” ซึ่งจะไม่นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับ อย่างไรก็ตามพนักงานและลูกจ้าง ต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่ากฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน

นอกจากกรณีนี้แล้ว หากต้องการยกเว้นมิให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็สามารถกระทำได้โดยการออกกฎกระทรวง ซึ่งมีกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้กำหนดข้อยกเว้นแก่นายจ้างในกิจการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ดังต่อไปนี้
(1)  นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน  ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู (มิให้ใช้บังคับทั้งฉบับ)
(2) นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (มิให้ใช้บังคับในบางส่วน ดูรายละเอียดในกฎกระทรวง)
(3) นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ (มิให้ใช้บังคับบางส่วน ดูรายละเอียดในกฎกระทรวง)

ส่วนครูใหญ่และครู แม้ว่าจะไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 86 ก็กำหนดให้ผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเช่นเดียวกัน แต่ก็มีข้อความว่า “ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน” ซึ่งทำให้มีหลักประกันเรื่องการคุ้มครองแรงงานขึ้นมาในระดับหนึ่ง

งานเกษตรกรรม งานประมงทะเล งานบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้าเรือเดินทะเล งานที่รับไปทำที่บ้าน งานขนส่ง และงานอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาจะกำหนดในกฎกระทรวงให้มีการคุ้มครองแรงงานกรณีต่าง ๆ แตกต่างไปจากพระราชบัญญัตินี้ก็ได้ (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 22)

ต่อมา มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541  กลับกำหนดเพิ่มให้งานเกษตรกรรม และงานที่รับไปทำที่บ้าน กลายเป็นกิจการที่มิให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับ โดยให้เหตุผลว่า “เนื่องจากสภาพการจ้างงานและการทำงานในงานเกษตรกรรมและงานที่รับไปทำที่บ้านซึ่งเป็นงานที่มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติให้ออกกฎกระทรวงกำหนดการคุ้มครองแรงงานในกรณีต่างๆ ให้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้นั้น ยังไม่มีมาตรฐานในการปฏิบัติที่ชัดเจน จึงไม่อาจออกกฎกระทรวงดังกล่าวได้ สมควรกำหนดมิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บังคับแก่งานทั้งสองประเภทไว้ก่อน และโดยที่มาตรา 4 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติว่า นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง จะออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับพระราชบัญญัติดังกล่าวทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ได้ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

เมื่อ พ.ศ.2547 มีกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานเกษตรกรรม พ.ศ. 2547 ได้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2541) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานเกษตรกรรม และกำหนดนิยาม “งานเกษตรกรรม” หมายความว่า งานที่เกี่ยวกับการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การป่าไม้ การทำนาเกลือสมุทร และการประมงที่มิใช่การประมงทะเล กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานเกษตรกรรมตลอดปีอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ส่วนลูกจ้างซึ่งไม่ได้ทำงานให้ตลอดปีและมิได้ให้ลูกจ้างทำงานในลักษณะที่เป็นงานอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากงานดังกล่าว กฎกระทรวงฉบับนี้มีการคุ้มครองแรงงานให้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เช่น การให้นายจ้างปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บางมาตรา การกำหนดเรื่องการลาหยุดพักผ่อน การลาป่วย

อย่างไรก็ตาม มีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ.2553 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2553 ซึ่งให้นิยามของ “งานที่รับไปทำที่บ้าน” หมายความว่า งานที่ผู้จ้างงานในกิจการอุตสาหกรรมมอบให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านเพื่อนำไปผลิตหรือประกอบนอกสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงานหรืองานอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง ได้กำหนดเรื่องการคุ้มครองแรงงานผู้รับงานไปทำที่บ้านไว้โดยเฉพาะแล้ว เช่น สิทธิและหน้าที่ของผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้าน ค่าตอบแทน ความปลอดภัยในการทำงาน

งานประมงทะเล มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541  กำหนดให้เป็นไปตามที่ตกลงกับนายจ้างเว้นแต่ที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้ ซึ่งเป็นการคุ้มครองแรงงานให้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนด ดังนั้น เรื่องงานประมงทะเล จึงให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับบางส่วน คือ หมวด 1 บททั่วไป ตั้งแต่มาตรา 7 – 21, หมวด 8 ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตั้งแต่มาตรา 100 – 107  (หมวด 8 ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานมาตรา 100 – 107 ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2553 เนื่องจากมีพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 แล้ว), หมวด 12 การยื่นคำร้องและการพิจารณาคำร้องตั้งแต่มาตรา 123 – 125, หมวด 13 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เฉพาะมาตรา 134 และมาตรา 135, หมวด 14 พนักงานตรวจแรงงาน ตั้งแต่มาตรา 139-142 และหมวด 15 การส่งหนังสือ มาตรา 143 แต่กฎกระทรวงฉบับนี้ก็มิให้ใช้บังคับกับงานประมงทะเลที่มีจำนวนลูกจ้างน้อยกว่า 20 คน เว้นแต่ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างตามข้อ 7 (ในกรณีที่มีการยื่นคำร้องว่านายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ หรือมีข้อพิพาทแรงงานตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ หรือมีการฟ้องร้องคดีให้นายจ้างเก็บรักษาทะเบียนลูกจ้างและเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดไว้จนกว่าจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว) และข้อ 8 (การจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุด) ให้ใช้บังคับแก่งานประมงทะเลที่มีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป และเรือประมงที่ไปดำเนินการประจำอยู่นอกราชอาณาจักรติดต่อกันตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

งานบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้าเรือเดินทะเล มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดให้เป็นไปตามที่ตกลงกับนายจ้างเว้นแต่ที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้ ซึ่งเป็นการคุ้มครองแรงงานให้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนด ดังนั้น เรื่องงานบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้าเรือเดินทะเล จึงให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับบางส่วน คือ บัญญัติในหมวด 1 บททั่วไป ตั้งแต่มาตรา 7 – 21, หมวด 2 การใช้แรงงานทั่วไปเฉพาะมาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 36 และมาตรา 37, หมวด 3 การใช้แรงงานหญิง ตั้งแต่มาตรา 39 – 43, หมวด 4 การใช้แรงงานเด็ก ตั้งแต่มาตรา 45 – 52, หมวด 5 ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เฉพาะมาตรา 53 มาตรา 54 มาตรา 55 มาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 59 มาตรา60 มาตรา 67 มาตรา 71 มาตรา 76 และมาตรา 77, หมวด 10 การพักงานตั้งแต่มาตรา 116 – 117, หมวด 11 ค่าชดเชย ตั้งแต่มาตรา 118 – 122, หมวด 12 การยื่นคำร้องและการพิจารณาคำร้อง ตั้งแต่มาตรา 123 – 125, หมวด 13 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เฉพาะมาตรา 134 และมาตรา 135, หมวด 14 พนักงานตรวจแรงงาน ตั้งแต่มาตรา 139 – 142 และหมวด 15 การส่งหนังสือ มาตรา 143

งานขนส่งทางบก มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งกำหนดการคุ้มครองแรงงานแตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เช่น ประเด็นการทำงานล่วงเวลา การทำงานในรอบถัดไป อัตราค่าตอบแทน

ส่วนงานอื่นที่กำหนดให้มีการคุ้มครองแรงงานให้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้แก่ (1) งานในกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม รวมตลอดถึงงานซ่อมบำรุงและงานให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับงานดังกล่าว เฉพาะที่ทำในแปลงสำรวจและพื้นที่ผลิต, (2) งานที่ใช้วิชาชีพหรือวิชาการ งานด้านบริหารและงานจัดการ งานเสมียนพนักงาน งานอาชีพเกี่ยวกับการค้า งานอาชีพด้านบริการ งานที่เกี่ยวกับการผลิต หรืองานที่เกี่ยวข้องกับงานดังกล่าว, (3) งานในร้านขายอาหารหรือร้านขายเครื่องดื่มที่เปิดจำหน่ายหรือให้บริการไม่ติดต่อกันในแต่ละวันที่มีการทำงาน,  (4) งานลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงทำงานในงานวิชาชีพหรือวิชาการเกี่ยวกับการสำรวจ การขุดเจาะ การกลั่นแยก และการผลิตผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมีได้ ถ้าสภาพหรือลักษณะของงานนั้นไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายของลูกจ้าง,  (5) ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ที่ทำงานในตำแหน่งผู้บริหารงานวิชาการ งานธุรการ รวมทั้งงานเกี่ยวกับการเงินหรือบัญชี (6) งานเร่ขายหรือชักชวนซื้อสินค้า ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

Advertisements
หมวดหมู่:Uncategorized
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: