หน้าแรก > Uncategorized > คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2532 คดีหมู่เลือดพิสูจน์ความเป็นบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2532 คดีหมู่เลือดพิสูจน์ความเป็นบุตร

มาทดสอบความรู้ทางวิทยาศาสตร์กัน ท่านคิดว่าคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อปี 2532 ตัดสินคดีนี้ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์มากน้อยเพียงใด นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้ข้อมูลแก่ศาลเหมาะสมหรือไม่

 

____________

เด็กชาย พิพัฒน์ พงษ์ เมาไธสงหรือกร โคก กรวด โจทก์
พระอธิการ ศรี อินทสโรหรือนายศรี เมาไธสง จำเลย

ป.พ.พ. มาตรา 1555(6)

 

จำเลยไม่เคยยอมรับว่าได้เสียกับมารดาโจทก์ ทั้งพยานโจทก์ที่นำสืบมายังมีข้อระแวงสงสัยและไม่มีผู้ใดรู้เห็นเหตุการณ์ว่าจำเลยได้ร่วมประเวณีกับมารดาโจทก์ในระยะเวลาที่อาจตั้งครรภ์ได้ เพียงแต่ฟังคำเล่าลือของชาวบ้านว่ามารดาโจทก์กับจำเลยได้เสียกันจนมีบุตรเท่านั้น ส่วนรายงานตรวจโลหิตที่ปรากฏว่ามารดาโจทก์โลหิตหมู่โอ จำเลยโลหิตหมู่บีโจทก์โลหิตหมู่บีสามีของมารดาโจทก์โลหิตหมู่เอบีนั้น เนื่องจากคนไทยจะมีโลหิตหมู่โอ มากที่สุด รองลงมาได้แก่หมู่บีเอและเอบี ตามลำดับ ในภาคอีสานที่เหตุคดีนี้เกิดขึ้นนั้นจะเป็นหมู่บีมากกว่าหมู่โอ เล็กน้อย ผลการตรวจโลหิตดังกล่าวจึงชี้ไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุตรจำเลย ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ร่วมประเวณีกับมารดาโจทก์ในระยะเวลาที่อาจตั้งครรภ์ โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยรับโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยได้

 

________________________________

 

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2526 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2527 จำเลยได้ร่วมประเวณีกับมารดาโจทก์หลายครั้งที่จำเลยยังเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดสูงจอหอจนมารดาโจทก์ตั้งครรภ์แล้วคลอดโจทก์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2527 หลังจากโจทก์คลอดแล้วมารดาโจทก์ได้ไปติดต่อกับจำเลยเพื่อขอให้รับโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายแต่จำเลยไม่ยินยอม ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้เป็นบุตรที่เกิดจากจำเลยกับนางประนอม โคกกรวด จำเลยไม่เคยร่วมประเวณีกับนางประนอมมารดาโจทก์ นางประนอมเคยจดทะเบียนสมรสกับสิบตำรวจโทกระแสร์ และอยู่กินด้วยกันตลอดมาจนกระทั่งจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2527 โจทก์เกิดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2527 แสดงว่านางประนอมตั้งครรภ์เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2526 ถึงมกราคม 2527 โจทก์จึงควรจะเป็นบุตรของสามีนางประนอม ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยให้จำเลยไปจดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรภายใน 7 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเด็กและเยาวชนวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความนำสืบรับกันและตามที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงฟังได้ว่า นางประนอม โคกกรวดมารดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับสิบตำรวจโทกระแสร์ โภคทรัพย์ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2526 และได้จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่8 มีนาคม 2527 เด็กชายพิพัฒน์พงษ์ เมาไธสง โจทก์เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2527 จำเลยเป็นพระภิกษุอยู่วัดหนองจอกตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมาต่อมาปลายปี พ.ศ. 2525 ได้ย้ายไปรักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสูงจอหอ ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมาจังหวัดนครราชสีมา จนปลายปี พ.ศ. 2526 จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดดังกล่าว

มีปัญหาพิจารณาตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยได้ร่วมประเวณีกับนางประนอมมารดาโจทก์ในระยะเวลาซึ่งนางประนอมอาจตั้งครรภ์ได้ และไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าโจทก์เป็นบุตรชายอื่นหรือไม่ สมควรวินิจฉัยเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุคดีนี้เสียก่อนปรากฏว่าเมื่อจำเลยรับนิมนต์ ไปเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสูงจอหอนั้นจำเลยดูดวงชะตาและทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ให้แก่บุคคลทั่วไปชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาพระครูสุนทรคุณวัตรวัดประมวลราษฎร์ พยานจำเลยซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบลจอหอ มีหน้าที่ดูแลปกครองคณะสงฆ์ในพื้นที่ตำบลจอหอทั้งหมดเบิกความว่า รู้จักจำเลยตั้งแต่จำเลยบวชอยู่ที่วัดหนองจอก เมื่อตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสูงหอจอว่างลงนายทอง ปราบงูเหลือม กับพวกกรรมการวัดและชาวบ้านไปพบพระครูสุนทรคุณวัตรเพื่อแนะนำว่าสมควรตั้งพระภิกษุรูปใดเป็นเจ้าอาวาส พระครูสุนทรคุณวัตรให้คณะกรรมการวัดเลือกเฟ้นเองแล้วนายทองเสนอว่าควรเชิญจำเลยไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสูงจอหอพระครูสุนทรคุณวัตรจึงมีคำสั่งให้จำเลยรักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสตามที่จำเลยขอเพราะจำเลยต้องการดูใจญาติโยม ที่มาทำบุญที่วัดก่อน หลังจากนั้น 6 เดือนก็ได้แต่งตั้งจำเลยเป็นเจ้าอาวาสวัดสูงจอหอตามมติของสงฆ์และญาติโยม จำเลยปกครองและพัฒนาวัดอย่างดีมีความเจริญก้าวหน้า ได้สะสางงานเกี่ยวกับเรื่องการเงินของวัดซึ่งเดิมมีกรรมการวัดอยู่ 3 คนคือ นายทองนายพันธ์ กลองโพธิ์ และนายเอี้ยง ช่างเกวียน ปรากฏว่ากรรมการบางคนเบิกพัสดุของวัดให้บุคคลภายนอกโดยคิดค่าบริการ จำเลยได้ยกเลิกอำนาจของกรรมการชุดนี้ การใช้จ่ายเงินของวัดจำเลยได้ดำเนินการเอง จำเลยปกครองพระลูกวัดตามพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัดได้ขับไล่พระภิกษุบางรูปซึ่งมีความประพฤติไม่เรียบร้อยออกจากวัดพระภิกษุสามเณรรูปใดไม่สนใจการศึกษา จำเลยจะไม่ให้อยู่ในวัดการก่อสร้างศาลาวัดกรรมการวัดชุดเดิมยังทำไม่แล้วเสร็จขาดเงินอีกประมาณ 200,000 บาท จำเลยได้จัดหาเงินมาสร้างศาลาวัดจนเสร็จเรียบร้อยโดยไม่ให้กรรมการชุดเดิมเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเงินอีกเลย ทำให้กรรมการวัดชุดเดิมไม่พอใจโดยเฉพาะนายทองมีพฤติการณ์บังคับให้เปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสวัดสูงจอหอที่ไม่เชื่อฟังตนภายในระยะ 5 ปี ต้องเปลี่ยนเจ้าอาวาสถึง 4 รูปและขณะเมื่อพระครูสุนทรคุณวัตรทำการสอบสวนเรื่องนางประนอมกล่าวหาจำเลยอยู่กับคณะกรรมการสงฆ์ซึ่งต่างเป็นเจ้าอาวาสวัดในตำบลจอหอ นายทองเข้าไปที่วัดบอกพระครูสุนทรคุณวัตรกับคณะว่า หากเจ้าอาวาสวัดใดไม่เชื่อฟังตนก็จะเป็นเจ้าอาวาสอยู่ต่อไปไม่ได้ นายทองไม่ได้เป็นมัคนายกหรือกรรมการวัดสูงจอหอตั้งเป็นทางการ แต่ประกาศตนว่าเป็นตำแหน่งดังกล่าวโดยพลการ ก่อนจำเลยเป็นเจ้าอาวาสวัดสูงจอหอ นายทองเป็นผู้ดูแลการเงินของวัดทั้งสิ้นเป็นเวลา 20 ปี มาแล้วระหว่างนั้นนายทองจัดงานวัดโดยอาศัยชื่อวัดหลายครั้ง พระครูสุนทรวัตรได้ห้ามแล้วแต่นายทองไม่เชื่อฟัง และได้จัดงานวัดโดยมีรำวงชกมวย และจัดให้มีการดื่มสุราในบริเวณวัดด้วย พระครูไพศาลสมณกิจ เจ้าอาวาสวัดหนองจอก พยานจำเลยเบิกความว่าจำเลยเรียนปริยัติธรรมที่วัดหนองจอกได้นักธรรมตรี อยู่ในระหว่างการศึกษานักธรรมโทอยู่จำเลยมีความประพฤติอยู่ในขอบเขตดีไม่เคยมีความเสียหายในเรื่องชู้สาว พระครูสุนทรคุณวัตรและพระครูไพศาลสมณกิจเป็นพระสังฆาธิการมีสมณศักดิ์ ปกครองคณะสงฆ์รวมทั้งจำเลยด้วยต่างเบิกความมีเหตุผลเชื่อได้ว่าเป็นความจริงส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยได้ร่วมประเวณีกับนางประนอมมารดาโจทก์ในระยะเวลาซึ่งนางประนอมอาจตั้งครรภ์ได้และไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าโจทก์เป็นบุตรของชายอื่นไม่ พยานโจทก์มีนางประนอมเบิกความว่า เมื่อประมาณกลางเดือนกันยายน 2526 ได้ไปหาจำเลยเพื่อตรวจดวงชะตาจำเลยบอกว่าชะตาขาดต้องสะเดาะเคราะห์ ปล่อยนกปล่อยปลา จำเลยได้อาบน้ำมนต์ ให้ 3 วัน นางประนอมพูดเข้าใจกันดีกับจำเลย จึงไปหาจำเลยอีกหลายครั้ง ต่อมาคืนวันที่18 ตุลาคม 2526 ที่จำเลยมีฉายภาพยนตร์ กลางแปลง นางประนอมไปวัดกับนายทวนและนายอ้อ นางประนอมแยกไปหาจำเลยที่กุฎิจำเลย เข้าไปนั่งคุยกับจำเลยในห้องของจำเลย จำเลยสั่งให้เด็กชายสนอง อาจประจักษ์และเด็กชายสนอง เสริญกลางลูกศิษย์จำเลยปิดประตูซึ่งเป็นเหล็กยืด นางประนอมจัดหนังสือและเทปให้จำเลย คุยกับจำเลยจนถึงเวลา 22 นาฬิกา นายทวน นายอ้อมาเรียกที่หน้ากุฎิให้กลับบ้านด้วยกัน นางประนอมบอกให้กลับไปก่อน แล้วจำเลยได้ทำพิธีลงทองให้โดยให้นางประนอมถอดเสื้อชั้นนอกออกให้นั่งพับเพียบกับพื้นประนมมือแล้วเริ่มลงทองเป็นทองคำเปลว 9 แผ่น ปิดที่หน้าผาก 1 แผ่น หน้าอก 2 แผ่นด้านหลัง 2 แผ่น หัวไหล่ข้างละ 1 แผ่น และที่แก้มข้างละ 1 แผ่นให้นั่งวิปัสสนาดูลูกแก้ว ต่อมานางประนอมง่วงจึงนอนหลับคืนนั้นตื่นขึ้นถูกจำเลยกระทำชำเรา จำเลยบอกว่าสร้างศาลาเสร็จแล้วจะสึกออกไปอยู่กินกับนางประนอม ตอนรุ่งสว่างได้ร่วมประเวณีกันอีก 1 ครั้ง ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2526 นางประนอมได้ไปช่วยทำกระทงที่วัดตอนดึกได้หลับนอนกับจำเลยอีก โจทก์มิได้อ้างและนำสืบนายทวนและนายอ้อเป็นพยานโจทก์ คงมีเด็กชายสนอง อาจประจักษ์พยานโจทก์เบิกความว่าเด็กชายสนอง อาจประจักษ์ กับเด็กชายสนอง เสริญกลางเป็นลูกศิษย์ ของจำเลย นอนอยู่กุฎิเดียวกันกับจำเลย แต่นอนในห้องด้านนอก จำเลยอยู่ ในห้องด้านในมีแผ่นกระดาษคั่นกลางเห็นนางประนอมเข้าไปนอนในห้องจำเลย ส่วนจำเลยไปนอนอยู่ที่หน้าพระพุทธรูปสำหรับสวดมนต์ซึ่งอยู่อีกห้องหนึ่ง เมื่อเด็กชายสนอง อาจประจักษ์ตื่นขึ้นมาในตอนดึกไม่เห็นจำเลยที่ที่จำเลยนอน และห้องชั้นในซึ่งนางประนอมนอนปิดประตูจึงเข้าใจว่าจำเลยนอนอยู่กับนางประนอมในห้องชั้นใน เมื่อวันขึ้นปีใหม่ 2527 จำเลยให้เด็กชายสนอง อาจประจักษ์ เด็กชายสนอง เสริญกลางและนางประนอมไปเที่ยวงานปีใหม่ กลับมาตอนดึก เด็กชายสนองทั้งสองคนนอนด้านนอก นางประนอมเข้านอนด้านใน ส่วนจำเลยกางกลด นอนข้างนอก ตอนดึกเด็กชายสนอง อาจประจักษ์ ตื่นขึ้นไปถ่ายปัสสาวะไม่เห็นจำเลยนอนอยู่ข้างนอก ประตูเหล็กในห้องที่นางประนอมนอนปิดอยู่ แต่เด็กชายสนอง เสริญกลาง (ขณะเบิกความเป็นสามเณร) พยานจำเลยเบิกความว่า เด็กชายสนองทั้งสองคนนอนอยู่ในมุ้ง เดียวกันนอกห้องจำเลยส่วนจำเลยนอนอยู่ในห้องชั้นในมีประตูปิด นางประนอมไปนอนมุ้ง เดียวกับเด็กชายสนองทั้งสองคน สองครั้ง โดยจำเลยไม่ทราบ เหตุที่ไม่นอนเพราะทำกระทงดึกและเที่ยวงานวัดดึก วันรุ่งขึ้นจำเลยทราบได้ตักเตือนมิให้นางประนอมประพฤติเช่นนี้อีกขณะเกิดเหตุเด็กชายสนอง อาจประจักษ์ และเด็กชายสนอง เสริญกลาง อายุคนละประมาณ 13 ปี เด็กชายสนอง อาจประจักษ์ เบิกความเป็นพยานโจทก์มิได้ยืนยันว่าเห็นนางประนอมนอนห้องเดียวกันกับจำเลย แต่พยานว่ามีพฤติการณ์ทำให้เข้าใจเช่นนั้นก่อนฟ้องคดีนี้ ได้ความว่านางประนอมไปร้องเรียนต่อพระครูสุนทรคุณวัตรเจ้าคณะตำบลจอหอว่าได้เสียกับจำเลย ได้มีการตั้งคณะกรรมการสงฆ์ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดในตำบลจอหอขึ้นทำการสอบสวน โจทก์อ้างเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับการร้องเรียนของนางประนอมมาเป็นพยานโจทก์ ศาลฎีกาตรวจแล้วไม่ปรากฏว่ามีการสอบสวนเด็กชายสนอง อาจประจักษ์และเด็กชายสนอง เสริญกลางแต่อย่างใด เมื่อพระครูสุนทรคุณวัตรสอบสวนนายทองในฐานะพยานของนางประนอมให้การว่า ทราบเรื่องนี้จากนางประนอมและมารดานางประนอมเล่าให้ฟัง ส่วนนายพันธ์พยานโจทก์ก็ให้การเพียงว่า เมื่อไปวัดสูงหอจอพบนางติ๋ว(ชื่อเล่นของนางประนอม) บอกว่ามีท้องให้นายพันธ์ช่วยเหลือให้ความเป็นธรรม นายพันธ์ตอบว่าเดี๋ยว ลุงจะช่วยจัดความเป็นธรรมให้ แสดงว่าเด็กชายสนอง อาจประจักษ์ มิได้เล่าเรื่องที่ตนรู้เห็นว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับนางประนอมให้นายพันธ์และนางทองฟังแต่อย่างใด หากเด็กชายสนอง อาจประจักษ์ รู้เห็นพฤติการณ์ดังที่เบิกความมาแล้วก็น่าจะบอกแก่นายพันธ์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านและนายทอง นายพันธ์เป็นผู้ใหญ่บ้านท้องที่เมื่อมีผู้เล่าลือในทางไม่ดีต่อเจ้าอาวาสในวัดในหมู่บ้านตนก็น่าจะสอบถามเด็กชายสนอง อาจประจักษ์ และเด็กชายสนอง เสริญกลาง ผู้เป็นศิษย์ อยู่ใกล้ชิดกับเจ้าอาวาสดูบ้างแต่หาได้ทำไม่ ปรากฏจากคำเบิกความของเด็กชายสนอง เสริญกลางพยานจำเลยว่าบิดาเด็กชายสนอง อาจประจักษ์ เป็นญาติกับนายพันธ์เด็กชายสนอง อาจประจักษ์ไปอาศัยอยู่กินบิดามารดาที่ตำบลคลองไผ่ตั้งแต่เดือนมกราคม 2527 และเด็กชายสนองอาจประจักษ์ ก็ว่านายพันธ์เป็นผู้ขอให้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ ดังนี้คำเบิกความของเด็กชายสนอง อาจประจักษ์จึงมีข้อน่าระแวงสงสัยไม่น่าเชื่อว่าเป็นความจริง ที่พระสังเวียน สุธีโร พยานโจทก์เบิกความว่า เห็นนางประนอมนอนค้างที่กุฎิจำเลยประมาณ 20 ครั้ง ตอนเช้าเห็นนางประนอมเดินออกจากกุฎิจำเลยไปข้าง ๆ โบสถ์ แต่เมื่อพยานไปให้การเรื่องนี้ต่อพระครูสนองคุณวัตรพยานให้การว่าจำเลยเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์กับมาตุคาม (ผู้หญิง) เป็นประจำคาดว่าเคยได้ร่วมประเวณีหลายครั้งหลายคราวและหลายคนด้วยในกุฎิที่เป็นที่อยู่ของเจ้าอาวาสเองไปนอนค้างร่วมกันในเวลากลางคืนบ่อย ๆ ประมาณเวลา 18 นาฬิกาขึ้นไปผู้หญิงจะมาที่กุฎิและนอนค้างตลอดคืนผู้หญิงจะกลับเวลา 6 นาฬิกา เป็นประจำและผู้หญิงจะแอบหลบซ่อนไปข้างโบสถ์ พยานโจทก์ปากนี้ให้การชั้นสอบสวนต่อพระครูสุนทรคุณวัตรโดยการคาดคะเนเหตุการณ์เอา ในชั้นพิจารณาปรากฏว่าได้ย้ายไปอยู่อื่นแล้วซึ่งอาจเป็นเพราะไม่พอใจจำเลยและมาเบิกความเป็นอย่างอื่น คำเบิกความของพยานจึงเป็นที่น่าระแวงสงสัย สำหรับข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2527เมื่อนางประนอมพาจ่าสิบตำรวจฉัตรชัยไปหาจำเลยที่วัดนางประนอมแจ้งว่าท้องกับจำเลย และขอเงินจากจำเลย จำเลยปฏิเสธมีผู้ไปตามมารดานางประนอมไปที่วัด เมื่อมารดานางประนอมทราบเช่นนั้นก็ไม่เชื่อได้ด่าว่าและตบตีนางประนอมว่าเป็นคนไม่ดีเอาความไม่จริงมาใส่ร้ายจำเลย ส่วนข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบว่านางทุเรียนได้นิมนต์ จำเลยไปที่บ้านมารดานางประนอมเพื่อสอบถามเรื่องนี้ จำเลยก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ไปบ้านมารดานางประนอม ทั้งพยานโจทก์ก็เบิกความแตกต่างกันกล่าวคือ นางอรุณ โคกกรวดมารดานางประนอมเบิกความว่าทราบจากนางทุเรียน คำมีน้องสาวว่านางประนอมท้องกับพระได้นิมนต์ จำเลยไปฉันเพลที่บ้านองค์เดียวแล้วถามว่านางประนอมท้องกับจำเลยแล้วจะว่าอย่างไร จำเลยไม่ตอบ นางอรุณีจึงพูดว่าหากนางประนอมคลอดบุตรออกมาจะไม่เอาไว้ จะให้คนอื่นไป จำเลยพูดว่าให้เลี้ยงเอาไว้ไม่หนักหนาอะไร นางอรุณจึงว่าจะเลี้ยงเอาไว้ แต่ให้จำเลยส่งเสียเงินทองจำเลยพยัก หน้า นางอรุณเข้าใจว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นบุตรและจะส่งเสีย แต่นางทุเรียน คำมีเบิกความว่ามารดานางประนอมจัดอาหารให้จำเลยฉันเพลแล้วถามจำเลย จำเลยรับว่าได้ผิดไปแล้วนางทุเรียนจึงว่าให้เรื่องเงียบ ไปอย่าให้อื้อฉาว ให้จำเลยบวชต่อไปแต่ให้ส่งเสียเงินทองให้บ้าง จำเลยรับว่าจะส่งเงินให้แต่จำเลยหาส่งให้ไม่ เห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความแตกต่างขัดกันเองฟังไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับว่าได้เสียกับนางประนอมแต่อย่างใด นายเอี้ยง ช่างเกวียนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า เมื่อวันสุดท้ายของงานลอยกระทงปี พ.ศ. 2526 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ได้ขึ้นไปเอาเงินจากจำเลยบนกุฎิจำเลยจำนวน200 บาท พบนางประนอมนอนอยู่บนเตียงผ้าใบและมีผ้าสีเหลืองห่ม อยู่ส่วนจำเลยนอนอยู่ห้องชั้นใน วันนั้นจำเลยไม่ได้ให้เงินแก่นายเอี้ยง เมื่อพระครูสุนทรคุณวัตร สอบสวนเรื่องนางประนอมอ้างว่าได้เสียกับจำเลยก็ไม่ปรากฏว่านายเอี้ยงไปให้การเรื่องนี้ต่อพระครูสุนทรคุณวัตรแต่อย่างใด ต่อเมื่อคณะกรรมการสงฆ์ตัดสินว่าจำเลยไม่มีมลทิน นายเอี้ยงจึงร่วมกับพวกร้องเรียนต่อเจ้าคณะอำเภอเมืองนครราชสีมาว่าจำเลยประพฤติตนไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องมาตุคาม (ผู้หญิง)อีก

สำหรับคำพยานโจทก์ปากอื่นคือนายทอง นายพันธ์ นายผิน ไกรหาญ นายเสรี ไชยกิตตินายอารมณ์ อาลัยวงศ์ นายทรัพย์ เจิมจอหอ นายสัมฤทธิ์ วาดโคกสูงและนายเที่ยง แก้วเพชร นั้นต่างมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ได้ฟังแต่คำเล่าลือของชาวบ้านว่านางประนอมกับจำเลยได้เสียกันจนมีบุตรและนางประนอม หาฟ้องขอให้จำเลยรับเด็กเป็นบุตรคำพยานจึงมีน้ำหนักน้อยไม่พอรับฟังเป็นยุติได้ว่าเป็นเช่นนั้น

สำหรับรายงานการตรวจโลหิตซึ่งปรากฏว่า นางประนอมโลหิตหมู่โอ จำเลยโลหิตหมู่บี โจทก์โลหิตหมู่บี ส่วนสิบตำรวจโทกระแสร์โลหิตหมู่โอ นาง ม. นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 6 หัวหน้าแผนกธนาคารเลือดโรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา ผู้รายงานผลการตรวจเลือดในคดีนี้เบิกความว่า โลหิตระบบ เอ บี โอ คนไทยจะมีหมู่โอมากที่สุด รองลงมาได้แก่หมู่บี เอ และเอบี ตามลำดับ ในภาคอีสานจะเป็นหมู่บี มากกว่าหมู่โอ เล็กน้อย ดังนั้นผลการตรวจเลือดดังกล่าวจึงชี้ไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุตรจำเลย และปรากฏว่าเมื่อนางประนอมไปร้องเรียนกล่าวหาว่าได้เสียกับจำเลยแล้วพระครูสุนทรคุณวัตรได้ตั้งกรรมการสงฆ์ขึ้นทำการสอบสวนได้เรียกนางประนอมไปให้ปากคำ แต่นางประนอมหาได้ไปให้ปากคำต่อคณะกรรมการไม่ คณะกรรมการจึงสรุปผลการสอบสวนว่า จำเลยไม่มีมลทินเหตุที่จำเลยถูก ร้องเรียนน่าจะเนื่องจากไปขัดผลประโยชน์บุคคลกลุ่มหนึ่งในการดำเนินการในวัน นอกจากนี้ยังมีรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เยาว์ของผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กจังหวัดนครราชสีมาให้ความเห็นว่า ยังไม่ปรากฏแจ้งชัดว่านางประนอมกับจำเลยได้ร่วมประเวณีกันในระยะที่นางประนอมอาจตั้งครรภ์ได้ ข้อเท็จจริงเชื่อไม่ได้ว่า ผู้เยาว์ที่นางประนอมให้กำเนิด นั้นเป็นบุตรของจำเลย และมีนางเสมอ รินราพยานจำเลยเบิกความว่า มีเสียงเล่าลือว่านางประนอมท้องกับจำเลยจำเลยส่งเงินให้นางประนอมใช้ที่จังหวัดลพบุรี เพื่อพิสูจน์ความจริง นางเสมอจึงเข้าไปถือบวชที่วัดสูงจอหอ ปรากฏว่าจำเลยต้อนรับอุบาสก อุบาสิกาทั่วไปเสมอกันหมด ไม่มีพฤติการณ์เสื่อมเสียในทางเพศตรงกันข้าม และได้ชวนนางสมเวียง กาญจนวัฒนาไปพบนางประนอมที่จังหวัดลพบุรี นางประนอมบอกว่าจำเลยไม่เคยส่งเงินไปให้ใช้และไม่เคยไปเยี่ยม ซึ่งมีนางสมเวียงพยานจำเลยเบิกความสนับสนุน

ดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า พยานจำเลยมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้ร่วมประเวณีกับนางประนอมมารดาโจทก์ในระยะเวลาซึ่งนางประนอมอาจตั้งครรภ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้จำเลยไปจดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตร ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น”

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

 

 

( ถวิล ทองสว่างรัตน์ – สง่า ศิลปประสิทธิ์ – ศิลปชัย มัทธุรศ )

 

 

หมายเหตุ

คดีนี้น่าจะเป็นคดีแรกที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาในเรื่องการฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1555(6)ซึ่งเหตุใน (6) นี้เพิ่งได้มีการเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ในปีพ.ศ. 2519 นี้เอง ตามข้อเท็จจริงในคดี มารดาของโจทก์มีสามีที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วแต่อ้างว่าได้ร่วมประเวณีกับจำเลยซึ่งขณะนั้นยังบวชเป็นพระภิกษุอยู่จนเกิดบุตรคือโจทก์ขึ้นมา ในการดำเนินคดีโจทก์จะต้องมีหน้าที่นำสืบ 2 ประการคือ (1) มีการร่วมประเวณีระหว่างจำเลยกับมารดาโจทก์ในระยะเวลา 180 วัน ถึง 310 วันก่อนโจทก์เกิด และ (2) มีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์มิใช่บุตรของชายอื่นโจทก์จึงได้นำพยานบุคคลเข้าสืบหลายปากในข้อที่ว่ามารดาโจทก์ได้ไปนอนค้างคืนที่กุฎิจำเลยหลายครั้งในระยะเวลาที่ มารดาโจทก์อาจตั้งครรภ์ได้ และได้ทำการพิสูจน์หมู่เลือด (blood test)ด้วยซึ่งผลการพิสูจน์ปรากฏว่าโจทก์มีหมู่เลือดเดียวกันกับจำเลยและเป็นเลือดคนละหมู่กับมารดาโจทก์และสามีของมารดาโจทก์ ซึ่งเป็นอันยืนยันได้ว่าโจทก์มิใช่เป็นบุตรของสามีมารดาโจทก์อย่างแน่นอน

การพิสูจน์หมู่เลือดเป็นวิธีการทดสอบทางวิทยาศาสตร์(scientifictest) ที่ใช้กันตามปกติในคดีที่ฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตร หรือฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุว่าภริยามีชู้ หลักการในเรื่องนี้มีอยู่ว่า หมู่เลือดของบุตรจะต้องเป็นหมู่เลือดที่ได้รับการสืบสายมาจากบิดาและมารดา ถ้าบุตรมีหมู่เลือดคนละหมู่กับมารดา หมู่เลือดที่แตกต่างนั้นบุตรจะต้องได้รับจากบิดา หากหมู่เลือดของชายสองคนที่สงสัยว่าชายคนใดจะเป็นบิดาของบุตรเป็นหมู่เลือดเดียวกัน ในกรณีเช่นนี้การตรวจพิสูจน์หมู่เลือดไม่สามารถจะยืนยันได้ว่าชายคนใดเป็นบิดาของเด็ก แต่ถ้าชายสองคนนี้มีหมู่เลือดต่างกัน การที่บุตรมีหมู่เลือดเดียวกันกับหมู่เลือดของชายคนใดย่อมเป็นอันยืนยันได้ว่าบุตรมิใช่เป็นบุตรของชายที่มีหมู่เลือดแตกต่างจากตนแต่เป็นบุตรของชายที่มีหมู่เลือดเช่นเดียวกับตนเพราะมีชายที่มาเกี่ยวข้องเพียง 2 คนเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่ง การพิสูจน์หมู่เลือดจะได้ผลอย่างเต็มที่ในการนำสืบปฏิเสธว่าชายคนนี้ไม่ใช่เป็นบิดาของบุตร แต่หากจะนำสืบยืนยันว่าชายเป็นบิดาของบุตรจะต้องอาศัยพยานหลักฐานอย่างอื่นมาประกอบด้วย เช่น นำสืบได้ว่าชายเข้ามาเกี่ยวข้องกับมารดาเพียง 2 คนเท่านั้น เมื่อบุตรมิใช่บุตรของชายคนที่หนึ่งก็จะต้องเป็นบุตรของชายคนที่สองอย่างแน่นอน หรือนำสืบว่ามีชายเข้ามาเกี่ยวข้องกับมารดาเพียงคนเดียวและบุตรมีหมู่เลือดเดียวกันกันหมู่เลือดของชายคนนี้ซึ่งแตกต่างจากหมู่เลือดของมารดาด้วย เป็นต้น

ในการนำเลือดไปตรวจพิสูจน์จะต้องนำเลือดของทั้งบุตร มารดาและชายไปตรวจพิสูจน์ หากบุคคลเหล่านี้ไม่ยินยอมให้มีการตรวจพิสูจน์แล้วจะบังคับให้มีการตรวจพิสูจน์ไม่ได้เพราะการเจาะโลหิตจากร่างกายบุคคลโดยบุคคลนั้นไม่ยินยอมเท่ากับเป็นความผิดทางอาญาฐานทำร้ายร่างกายบุคคลนั้น ในต่างประเทศเช่นประเทศอังกฤษจึงได้มีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะสั่งให้มีการพิสูจน์เลือดได้โดยFamilyLawReformAct1987 มาตรา 20 กำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งให้มีการพิสูจน์หมู่เลือดในคดีแพ่งซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับการเป็นบิดามารดากับบุตรของบุคคล โดยการตรวจพิสูจน์นี้จะต้องเพื่อแสดงว่า “คู่ความในคดี” เป็นหรือไม่เป็นมารดาหรือบิดาของบุตรการรายงานผลการตรวจพิสูจน์ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรโดยไม่จำเป็นต้องนำผู้เชี่ยวชาญที่ทำการตรวจพิสูจน์มาเบิกความยืนยันอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดีศาลมีอำนาจที่จะสั่งไม่อนุญาตให้มีการพิสูจน์หมู่เลือดหากการกระทำดังกล่าวจะเป็นการขัดต่อประโยชน์ของบุตร (againstthechild’sinterest)เช่น หญิงอยู่กินเป็นสามีภริยากับ ก. แต่ในขณะเดียวกันได้ร่วมประเวณีเป็นชู้ กับ ข. แล้วคลอดบุตรออกมา ข. จะมาฟ้องเพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็นบิดาเพื่อจะได้มีสิทธิใช้อำนาจปกครองและขอให้ศาลมีคำสั่งให้มีการตรวจพิสูจน์หมู่เลือดไม่ได้ เพราะเป็นการขัดต่อประโยชน์ของบุตรโดยการมารบกวนขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับ ก. เป็นต้น

ในคดีของเรา เรื่องนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการบังคับให้ตรวจพิสูจน์หมู่เลือดเพราะคู่ความทุกฝ่ายและบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น โจทก์ มารดาโจทก์ สามีมารดาโจทก์ และจำเลยต่างยินยอมให้มีการเจาะโลหิตเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ได้ ผลการตรวจพิสูจน์แสดงว่าโจทก์มิใช่บุตรของสามีมารดาโจทก์ และน่าจะเป็นบุตรของจำเลยเพราะมีหมู่เลือดเดียวกัน แต่ศาลฎีกาไม่เชื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบว่ามารดาของโจทก์กับจำเลยได้ร่วมประเวณีกันเพราะไม่มีบุคคลอื่นนอกจากมารดาโจทก์รู้เห็นว่าจำเลยกับมารดาโจทก์ได้ร่วมประเวณีกันแม้จะมีข้อเท็จจริงว่ามารดาโจทก์ได้พักแรมค้างคืนที่กุฎิจำเลยหลายครั้งก็ตาม โดยให้เหตุผลในทำนองว่าแม้โจทก์กับจำเลยจะมีหมู่เลือดเดียวกันแต่ก็เป็นหมู่เลือดของบุคคลทั่ว ๆ ไปในภาคอีสาน ซึ่งโจทก์อาจจะได้รับมาจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่จำเลยก็ได้ ซึ่งก็เป็นดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลฎีกาที่แตกต่างจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่เชื่อว่าจำเลยและมารดาโจทก์ร่วมประเวณีกัน โจทก์จึงเป็นบุตรของจำเลย อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน นี้วิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาก้าวหน้าไปไกลโดยค้นคิดวิธีการตรวจพิสูจน์การเป็นบิดามารดากับบุตรโดยใช้วิธีการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือดีเอ็นเอ (tissuetyping or DNA fingerprinting) ซึ่งได้ผลในทางยืนยันความเป็นบิดามารดากับบุตรได้อย่างแน่นอนแล้ว ปัญหาเรื่องดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่แตกต่างกันไปนี้น่าจะหมดสิ้นไป แต่น่าจะจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายลักษณะพยานที่ให้อำนาจศาลสั่งให้มีการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมให้มีการตรวจพิสูจน์เช่นว่านั้นด้วย

ประสพสุข บุญเดช

Advertisements
หมวดหมู่:Uncategorized
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: