หน้าแรก > Uncategorized > คอลัมน์ นิติศาสตร์รอบตน: การใช้มาตรา 157เพื่อให้เจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่จริงหรือ?

คอลัมน์ นิติศาสตร์รอบตน: การใช้มาตรา 157เพื่อให้เจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่จริงหรือ?

มิถุนายน 14, 2012 ใส่ความเห็น Go to comments

ณรงค์ ใจหาญ. คอลัมน์ นิติศาสตร์รอบตน: การใช้มาตรา 157เพื่อให้เจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่จริงหรือ?
สยามรัฐ วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555 หน้า 6


บทมาตราในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่บัญญัติความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น เป็นบทมาตราที่กำหนดความผิดทางอาญาที่มีไว้ เพื่อลงโทษเจ้าพนักงานของรัฐที่ใช้อำนาจโดยทุจริต หรือใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งประชาชน

ในทางปฏิบัตินั้น เดิมศาลจะพิจารณาและลงโทษเจ้าพนักงานที่จะกระทำความผิดในฐานนี้อย่างเคร่งครัดกล่าวคือ ต้องได้ความว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาละเว้น หรือเจตนาปฏิบัติหน้าที่ และต้องได้ความว่าเป็นการกระทำโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เช่น การใช้อำนาจบังคับให้ผู้อื่นต้องจ่ายให้กับตน เพื่อจะได้รับการปฏิบัติงานจากเจ้าพนักงานส่วนในกรณีที่เป็นการใช้อำนาจที่กลั่นแกล้งผู้อื่น ต้องได้ความว่าเป็นการเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติและมีเจตนากลั่นแกล้งด้วย จึงจะผิดอาญาหากไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้ง เพียงแต่ทำงานล่าช้าตามสมควร กรณีดังกล่าวจะต้องเป็นเรื่องที่ศาลปกครองจะพิจารณา เพราะเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานมิได้ปฏิบัติการให้เป็นไปตามหลักการปฏิบัติราชการที่ดี เพราะดำเนินการล่าช้าเกินสมควร แต่ขาดเจตนากลั่นแกล้ง

ในแนวทางที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงแยกได้ว่าการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้น อาจเป็นคดีอาญาฐาน 157 ได้ หากได้ความว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต หรือเป็นการกลั่นแกล้งผู้อื่น แต่หากเป็นเพียงไม่ได้ปฏิบัติการให้เป็นไปตามระเบียบ หรือไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดในเวลาอันสมควร ก็เป็นเรื่องการไม่ปฏิบัติราชการที่ดี ซึ่งต้องฟ้องร้องว่ากล่าวในศาลปกครอง แต่ไม่เป็นคดีอาญา

ข้อที่เป็นเรื่องคาบเกี่ยวและทำให้ประชาชนผู้เดือดร้อนมีความเข้าใจว่ากรณีที่เจ้าพนักงานใช้ดุลพินิจที่จะไม่สั่งการหรือสั่งการ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้แล้ว เพียงการที่ยังไม่ได้สั่งเพราะยังหาหลักฐานอยู่ หรือได้หลักฐานมาแล้วและสั่งการตามดุลพินิจ ดังนี้ หากไม่เห็นด้วยกับการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงาน ผู้ได้รับความเดือดร้อน จะต้องดำเนินการอุทธรณ์ต่อหน่วยงาน และเมื่อมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วจึงฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งเป็นการตรวจสอบดุลพินิจในการออกคำสั่งทางปกครอง หาใช่การที่ต้องดำเนินคดีอาญาจากการใช้ดุลพินิจไม่ทั้งนี้ เมื่อมีความเข้าใจเช่นนี้ว่าเป็นคดีอาญาด้วยจึงทำให้ประชาชนหลายคนใช้มาตรา 157 เป็นเครื่องมือในการดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานจำนวนมาก

ผลของการฟ้องร้องเป็นคดีอาญาแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาหลายปี จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิดหรือผู้บริสุทธิ์แต่ในระหว่างที่เจ้าพนักงานถูกดำเนินคดีอาจถูกตัดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาความดีความชอบหรือการแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญ ซึ่งถือเป็นการตัดความก้าวหน้าของเจ้าพนักงานผู้นั้น หากต่อมาได้รับคำวินิจฉัยว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และแม้ว่าจะได้รับการคืนสิทธิจากการที่ถูกฟ้องและได้รับการยกฟ้องก็ตาม แต่การที่จะได้รับราชการในตำแหน่งดีๆ ในช่วงที่ถูกดำเนินคดีก็ยากแก่การเรียกคืนเพราะตำแหน่งต่างๆ ได้วางคนที่รับผิดชอบไว้แล้ว

ในทางตรงกันข้าม หากไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง (ปัจจุบันประชาชนที่เสียหายเป็นพิเศษฟ้องคดีได้ต่อศาลอาญา) ก็อาจเป็นการตัดโอกาสที่ประชาชนผู้เสียหายที่จะเรียกร้องความเป็นธรรม ในกรณีที่พนักงานอัยการไม่ได้ฟ้องคดีนั้น และการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น ประชาชนหาหลักฐานในการฟ้องร้องยาก ด้วยเหตุนี้จึงควรต้องชั่งน้ำหนักประโยชน์ของการที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนฟ้องคดีต่อเจ้าพนักงาน กับกรณีที่ตัดโอกาสมิให้ประชาชนฟ้องคดีเว้นแต่เป็นอำนาจของอัยการในบางประเทศให้ดีว่า กรณีเหล่านี้จะรักษาประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายได้อย่างไรจึงจะเหมาะสม

ผู้เขียนจึงเห็นว่าประเด็นกฎหมายที่ท้าทายในเรื่องนี้ จึงเป็นข้อพิจารณาว่าควรให้ผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 157 โดยตรงต่อศาลหรือไม่ หรือควรมีองค์กรอิสระที่มาตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นก่อนที่จะอนุญาตให้ฟ้องคดีต่อศาล เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. เป็นต้น หากไม่ให้ความเห็นชอบภายในเวลากำหนด ผู้เสียหายจึงมีสิทธิฟ้องได้ และในกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องคดีไปแล้วหากเป็นกรณีที่ศาลยกฟ้องเจ้าพนักงานควรได้รับค่าทดแทนเช่นเดียวกับที่จำเลยในคดีอาญาได้รับค่าทดแทนจากการที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณา และต่อมาศาลยกฟ้องว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทน และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 หรือไม่เพียงใด เพราะมีความเสียหายที่จะได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกัน

ข้อพิจารณาเหล่านี้ควรได้มีการถกเถียงและค้นคว้า เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ทั้งประชาชนที่ได้รับความเสียหายและเจ้าพนักงานที่ถูกแกล้งฟ้องด้วย จึงจะเหมาะสมและเป็นธรรมต่อไป

Advertisements
หมวดหมู่:Uncategorized
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: