หน้าแรก > Uncategorized > คอลัมน์ นิติปกครอง : คุ้มครองไกลเกินกว่าเหตุ

คอลัมน์ นิติปกครอง : คุ้มครองไกลเกินกว่าเหตุ

นายมหาชน. คอลัมน์ นิติปกครอง : คุ้มครองไกลเกินกว่าเหตุ
บ้านเมือง ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 หน้า 5

          ในระหว่างการพิจารณาคดีก่อนศาลมีคำพิพากษา ผู้ฟ้องคดีที่เดือดร้อนเพราะเหตุที่ต้องถูกบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง อาจขอทุเลาหรือระงับการบังคับต่อศาลได้ เพราะศาลปกครองมีระเบียบที่กล่าวถึงการกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาไว้ว่า 
          ในกรณีที่ศาลเห็นว่ากฎหรือคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนั้นน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการให้กฎหรือคำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง ทั้งการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้นไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ ศาลมีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองได้ตามที่เห็นสมควร
          การขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งนั้น หากศาลพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีแล้ว เห็นว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอ และมีคำสั่งยกคำขอ กรณีนี้ให้ถือเป็นที่สุดผู้ฟ้องคดีไม่สามารถอุทธรณ์ต่อได้ แต่หากศาลเห็นควรทุเลาการบังคับโดยมีคำสั่งทุเลาการบังคับฯ ตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียสามารถอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับฯ ดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุดได้ 
          กรณีพิพาทที่จะเล่าให้ฟังนี้ น่าสนใจ เพราะศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นด้วยกับศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ทุเลาการบังคับฯ ตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอ โดยรายละเอียดของคดีมีดังนี้
          ผู้ฟ้องคดีเคยดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและต่อมาได้ถูกผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งให้ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเห็นว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมที่มีลักษณะ เป็นการบกพร่องในทางความประพฤติหรือความสามารถ ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งตามมาตรา 14 (7) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 
          ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ซึ่งต่อมากระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านดังกล่าว รวมทั้งมีคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านไว้ก่อน จนกว่าศาลปกครองชั้นต้นจะมีคำพิพากษาตัดสินในคดีเสร็จสิ้น โดยผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุผลว่า ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งหากให้คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับต่อไปจะทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ เพราะเหตุว่าคุณสมบัติของผู้สมัครในตำแหน่งดังกล่าวจะต้องไม่เคยถูกปลดออกหรือไล่ออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมาก่อน
          ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีมูล และการลงโทษผู้ฟ้องคดีครั้งนี้อาจมีลักษณะไม่เป็นไปตามมาตรฐานการลงโทษ การให้คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไป อาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาได้ในภายหลัง ทั้งการทุเลาการบังคับตามคำสั่งดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ อีกทั้งหากให้คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไปจะทำให้ผู้ฟ้องคดียังคงต้องมีประวัติว่าเป็นผู้ที่ถูกลงโทษทางวินัย อันอาจทำให้ไม่มีสิทธิในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องอาศัยคุณสมบัติดังกล่าว แต่หากให้ทุเลาการบังคับจะทำให้คำสั่งดังกล่าวยังไม่มีผลใช้บังคับ ผู้ฟ้องคดีจึงยังคงมีสิทธิต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด และมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กำลังจะมีขึ้นได้ ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตัดสินในคดี
          ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า คำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี ในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแต่อย่างใด ขอให้ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น
          ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 กำหนดแต่เพียงว่า บุคคลที่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเท่านั้น ที่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 กำหนดว่า ผู้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลต้องไม่เป็นผู้มีพฤติกรรมในการทุจริตหรือพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาตำบล สมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น หรือที่ปรึกษาหรือเลขานุการของผู้บริหารท้องถิ่น เพราะเหตุที่มีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ถึง 5 ปี นับถึงวันรับสมัครเลือกตั้ง
          กรณีลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จึงมิได้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งถูกให้ออกจากราชการเพราะเหตุบกพร่องในทางความประพฤติ หรือความสามารถไม่เหมาะสมกับตำแหน่งตามมาตรา 14 (7) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ฯ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ผู้ฟ้องคดียังคงสามารถใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ตามปกติ จึงไม่มีเหตุที่ผู้ฟ้องคดีจะขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งดังกล่าว การที่ศาลปกครองชั้นต้นเห็นว่าหากให้คำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป อาจทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องอาศัยคุณสมบัติดังกล่าวนั้น เป็นการคุ้มครองที่ไกลเกินกว่าเหตุ ศาลปกครองสูงสุดจึงกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ยกคำขอทุเลาการบังคับของผู้ฟ้องคดี (คำสั่งที่ 591/2547)

Advertisements
หมวดหมู่:Uncategorized
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: