หน้าแรก > law and regulation > การกระจายอำนาจตีความรัฐธรรมนูญ

การกระจายอำนาจตีความรัฐธรรมนูญ

 เอกชัย ไชยนุวัติ. การกระจายอำนาจตีความรัฐธรรมนูญ. มติชน ฉบับวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557 หน้า 21
          นับ แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นให้มีอำนาจวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตลอดจนความขัดแย้งกันระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ อยู่ในเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
          อย่างไรก็ตาม อำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญทั้งปวงนั้น หาได้ผูกขาดที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเฉพาะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือคดีเพียง 19 เรื่องเท่านั้น นอกไปกว่านั้นแล้วศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัย
          การใช้การตีความรัฐธรรมนูญจึงมีลักษณะที่เราเรียกว่าเป็น “ระบบการกระจายอำนาจในการตีความ” จะไม่มีองค์กรใดที่มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวในการตีความรัฐธรรมนูญได้ ทุกเรื่อง เพราะองค์กรใดที่ทรงอำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญ องค์กรนั้นก็จะเป็นโอษฐ์ของรัฐธรรมนูญ เป็นผู้บอกว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้นมีความหมายอย่างไร หากรวบอำนาจการตีความรัฐธรรมนูญให้แก่องค์กรหนึ่งองค์กรเดียว องค์กรนั้นย่อมมีอำนาจมากล้นพ้นซึ่งเสี่ยงที่จะใช้อำนาจโดยมิชอบได้และขัด หลักการแบ่งแยกอำนาจในที่สุด ในระบบรัฐธรรมนูญจึงออกแบบให้มี “การกระจายอำนาจการตีความรัฐธรรมนูญ” ขึ้น
          เรามาทำความเข้าใจ รัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรคห้า บัญญัติว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ” พึงเข้าใจว่า คำว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” ตามมาตราดังกล่าว หมายถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เท่านั้น กล่าวคือ หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเสีย เองแล้ว หรือปราศจากเขตอำนาจศาลที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นย่อมเป็นคำวินิจฉัยที่ปราศจากฐานอำนาจตามรัฐ ธรรมนูญ และไม่อาจผูกพันองค์กรใดของรัฐได้เลย
          (เฉกเช่นเดียว กับคำวินิจฉัยกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีได้พ้นหรือลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว มีผลทำให้ ครม.ทั้งคณะ รวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเองไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกต่อไป ตามมาตรา 180 (2) รธน. การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องคดีนี้และมีแนวโน้มว่าจะตัดสินให้นายกรัฐมนตรี ที่ลาออกไปแล้ว โดนปลดจากรักษาการนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง จึงเป็นการตีความรัฐธรรมนูญที่นอกเหนือไปจากตัวรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน)

          ใน ประเด็นนี้ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เคยอธิบายว่า “หากเกิดปัญหาเรื่องเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญขึ้น ผู้ที่จะมีอำนาจวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญก็คือศาลรัฐธรรมนูญนั่น เองในทางกฎหมาย แต่ในเวลาเดียวกัน ในทางการเมือง องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญก็ย่อมมีอำนาจและเอกสิทธิ์ที่จะพิจารณาการวินิจฉัย เขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
          หากเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปในทางขยายเขตอำนาจของตนจนทำลายเขตอำนาจของ ศาลอื่นหรือองค์กรอื่น องค์กรเหล่านั้นก็ย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิและอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะดำเนินการ เสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้การใช้อำนาจมีการดุลคานกัน”  ศาลแต่ละศาลเป็นใหญ่ในเขตอำนาจของ ตนไม่ได้ขึ้นต่อกัน…
          ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีอันอยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้วนั้นจึงจะผูกพันศาลอื่น แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยคดีซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ แล้ว ความผูกพันต่อศาลอื่นก็ไม่มี (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. “เขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ” วารสารศาลรัฐธรรมนูญ ปีที่ 1 เล่มที่ 1 (ม.ค.-เม.ย.2542), หน้า 31-32)
          จะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีอำนาจตีความรัฐธรรมนูญภายในเขตอำนาจศาลของตนเช่นเดียวกับศาลอื่น ศาลปกครองและศาลยุติธรรมก็มีอำนาจตีความรัฐธรรมนูญดุจกัน เช่น ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยกฎหรือคำสั่งทางปกครองที่กระทบกระเทือนสิทธิ เสรีภาพของเอกชนผู้รับผลกระทบจากกฎหรือคำสั่งเกินความจำเป็น ซึ่งหลักความจำเป็นนี้เองคือหลักการที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 รับรองไว้
          และศาลปกครองก็ผูกพันที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในฐานะหลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง หรือศาลยุติธรรมก็มีอำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญ แม้ว่าคดีระหว่างเอกชนด้วยกันก็หาได้หมายความว่าสิทธิทางรัฐธรรมนูญจะไม่ ผูกพันการใช้การตีความของศาลยุติธรรม (รัฐธรรมนูญ มาตรา 27) เช่นการตีความคำว่า “สิทธิอื่นๆ” ตามมาตรา 420 ป.พ.พ. ศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิทางรัฐธรรมนูญประกอบการตี ความด้วย (วรเจตน์ ภาคีรัตน์, “ผลผูกพันของสิทธิทางรัฐธรรมนูญ” วารสารนิติศาสตร์ ปีที่ 42 ฉบับที่ 4 (ธ.ค.2556) หน้า 989)
          จึงไม่ควรเข้าใจผิดว่าศาลรัฐธรรมนูญมีสถานะสูงกว่าศาลอื่น หรือเป็นเพียงองค์กรเดียวเท่านั้นที่มีอำนาจตีความรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ว่า ศาลหรือองค์กรอื่นก็ดี ล้วนมีอำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น คำพิพากษาของศาลทุกศาลล้วนแต่ผูกพันทุกองค์กรหรือคู่ความในคดีตราบเท่าที่คำ วินิจฉัยหรือคำพิพากษานั้นใช้อำนาจภายในเขตอำนาจของตน

          ใน หลายกรณีรัฐธรรมนูญให้อำนาจตีความรัฐธรรมนูญ “เป็นที่สุด” ให้แก่ฝ่ายการเมืองเช่นกัน เช่น อำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับการเงินหรือไม่ เป็นอำนาจของที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะ กรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะเป็นผู้วินิจฉัย และคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด องค์กรอื่นใดจะวินิจฉัยอีกไม่ได้ (มาตรา 143 วรรคสอง)
          ตามที่อรรถาธิบายมานี้ อำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญนั้นกระจายอยู่ในทุกองค์กรของรัฐ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจกัน หากองค์กรใดใช้อำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญเกินเขตอำนาจของตน องค์กรอื่นก็ไม่จำต้องผูกพันตาม และสามารถปฏิเสธการบังคับผูกพันผลได้เสมอ
          เหล่านี้เป็นระบบการป้องกันตนเองของรัฐธรรมนูญที่ป้องกันมิให้ศาลรัฐธรรมนูญกลาย เป็นองค์กรผู้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญและทำลายบูรณภาพแห่งอำนาจตามรัฐธรรมนูญ เสียเอง จึงเป็นพันธะหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องตรวจสอบและคานอำนาจศาล รัฐธรรมนูญด้วยเสมอ

Advertisements
หมวดหมู่:law and regulation
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: