หน้าแรก > law and regulation > รัฐบาลรักษาการ

รัฐบาลรักษาการ

รวมบทความมุมมองทางกฎหมายเกี่ยวกับรัฐบาลรักษาการ

 

รัฐบาลรักษาการ (Caretaker Government)

เอกชัย ไชยนุวัติ. มติชน ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 หน้า 21

ปัจจุบันเป็นที่เข้าใจคลาดเคลื่อนกันว่า “รัฐบาลรักษาการ” ของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นยังเป็นรัฐบาลที่ไม่พ้นจากตำแหน่ง ‘คณะรัฐมนตรี’ จึงอธิบายกันอย่างแพร่หลายว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ดี ยังสามารถถอดถอนรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีรักษาการได้อีก โดยอ้างเหตุผลต่างๆ เช่นว่า ตราบใดที่นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ยังรับเงินเดือนอยู่ ใช้รถประจำตำแหน่งอยู่ หรือยังมีอำนาจสั่งข้าราชการได้อยู่จึงถือว่ายังดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ “เพียงแต่” อำนาจจำกัดลง ตามมาตรา 181 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 (2554) เท่านั้นเอง หรือบางท่านบอกว่า คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็จริง แต่ความเป็นรัฐมนตรียังไม่ “สิ้นสุดลง” ตามมาตรา 182 ดังนั้น จึงถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้อีก

คำอธิบายนี้ผู้เขียนเห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงต้องการเสนอความเห็นของผู้เขียนดังนี้

ต้องเริ่มต้นที่ความเข้าใจ คำว่า “ความชอบธรรมในการได้อำนาจมาปกครองประเทศ” ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ประชาชนมีความจำเป็นต้องเลือกตัวแทน เพื่อเข้าไปใช้อำนาจในการปกครองตนเอง ในประเทศไทยใช้ระบอบรัฐสภา การเลือกตัวแทนนั้นกระทำโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยตรงและลับ ตามมาตรา 93 แห่ง รธน. อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน มอบให้ตัวแทน คือ ส.ส. ไปทำหน้าที่ในรัฐสภา ออกกฎหมาย และในขณะเดียวกัน ส.ส.ฝ่ายเสียงข้างมากมีอำนาจจัดตั้งฝ่ายบริหาร (ครม.) เพื่อไปบริหารประเทศ เมื่อครบวาระ หรือมีการตัดสินใจทางการเมือง คืนอำนาจให้ประชาชนด้วยการยุบสภา สภาผู้แทนราษฎรก็จะพ้นจากตำแหน่งทันที เพราะอำนาจคืนให้ประชาชนเจ้าของอำนาจไปแล้ว

แต่ฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะที่ มาตรา 181 ว่าแม้จะพ้นจากตำแหน่งและสิ้นสุดการเป็นรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีไปแล้ว จะต้องมีคณะรัฐมนตรีรักษาการ (Caretaker Government) ขึ้น เพื่อต้องทำหน้าที่ชั่วคราวในการรอการตัดสินใจของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง เป็นหลักกฎหมายที่เรียกว่า “หลักว่าด้วยความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะ”


ดังนั้น ครม.รักษาการ มีสถานะตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 181 ซึ่งบัญญัติว่า “คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่” กล่าวคือ เมื่อคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปแล้วโดยการยุบสภา ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 180 รัฐธรรมนูญฯมุ่งหมายให้การบริหารราชการแผ่นดินมีความต่อเนื่องตามหลักความสืบเนื่องของรัฐ มิให้การบริการสาธารณะสะดุดชะงักงัน หรือเกิดสุญญากาศขึ้นในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง รัฐธรรมนูญฯจึงสร้าง “หลักการรักษาการ” ขึ้นมา
เป็นการรักษาการโดยให้คณะรัฐมนตรี(เดิม)ที่พ้นจากตำแหน่ง ทำหน้าที่ “รักษาการคณะรัฐมนตรี” จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญจะเข้ารับหน้าที่

จะเห็นได้ว่าในการรักษาการตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 181 มีความแตกต่างจาก ‘การรักษาราชการแทน’ (Suppleance) ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งเดิมไม่อยู่หรือไม่สามารถใช้อำนาจได้เป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุผลของความต่อเนื่องในการบริการสาธารณะ จึงต้องให้ ‘บุคคลอื่น’ เข้ามารักษาราชการแทนจนกว่าเหตุชั่วคราวนั้นจะสิ้นสุดลงและเป็นกรณีที่กฎหมายต้องบัญญัติไว้ชัดแจ้งถึงการรักษาราชการแทนนั้น

ส่วน ‘การรักษาการในตำแหน่ง’ (Interim) เป็นกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งเดิมพ้นจากตำแหน่งแล้วจะมี ‘บุคคลอื่น’ เข้ามารักษาการในตำแหน่งแทน ซึ่งจะมีการแต่งตั้งบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งชั่วคราวขึ้นจนกว่าเหตุชั่วคราวนั้นจะสิ้นสุดลงและจะต้องเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งเช่นกัน


แต่กรณีตามมาตรา 181 ไม่ใช่การรักษาราชการแทน (suppleance) และการรักษาการในตำแหน่ง (interim) ข้างต้น เพราะทั้งสองกรณีนั้น ผู้บังคับบัญชาในองค์กรนั้นจะต้องตั้งบุคคลขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว แต่เนื่องจากคณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรปกครองสูงสุดแล้วที่ได้รับอำนาจมาจากประชาชน จึงไม่สามารถให้ใครบุคคลใดตั้ง “บุคคลอื่นๆ” มาทำหน้าที่รักษาการคณะรัฐมนตรีได้ ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงบังคับให้ ครม.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วทำหน้าที่ต่อไป


เราจะเห็นได้ว่า การรักษาการของคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 181 มีลักษณะที่แตกต่างจาก ‘การรักษาราชการแทน’ ตรงที่คณะรัฐมนตรีที่ “ดำรงตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่” ตามบทบัญญัติมาตรา 181 นั้นเป็นคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งไปตามมาตรา 180 แล้ว อีกทั้งเป็นคณะรัฐมนตรีชุดที่เพิ่งพ้นจากการดำรงตำแหน่งรักษาการในระหว่างรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ดังนั้น คณะรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 181 จึงไม่ใช่คณะรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ “รักษาราชการ” (suppleance) แทนคณะรัฐมนตรี (ชุดก่อนยุบสภา) แต่ประการใด


และกรณีตามมาตรา 181 ก็ไม่ใช่การ ‘การรักษาการในตำแหน่ง’ (interim) ด้วย เพราะคณะรัฐมนตรี “ที่ดำรงตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่” ตามมาตรา 181 หาใช่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หากแต่เป็นคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วดำรงตำแหน่งรักษาการต่อไป


ด้วยเหตุนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ระหว่างที่รอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ จะให้ใครปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะรัฐมนตรีชั่วคราวจนกว่าเหตุชั่วคราวนั้นจะสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 181 จึงบัญญัติว่า “คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่” เพื่อว่ารัฐธรรมนูญฯไม่ต้องกำหนดให้บุคคลอื่นเข้ารักษาการคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งอีก เราจึงกล่าวได้ว่า ‘คณะรัฐมนตรีรักษาการ’ มีสถานะเฉพาะที่ต่างไปจาก ‘คณะรัฐมนตรี’ ก่อนพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180

เมื่อ ‘คณะรัฐมนตรีรักษาการ’ มีสถานะเฉพาะตามมาตรา 181 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเฉพาะและเบ็ดเสร็จในตัวเองถึง ‘กำเนิดคณะรัฐมนตรีรักษาการ’ (คือเริ่มต้นเมื่อคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180) ไปจนถึง ‘เหตุแห่งการพ้นจากคณะรัฐมนตรีรักษาการ’ (คือเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ กล่าวคือ ‘เหตุชั่วคราว’ ที่เป็นเหตุให้ต้องรักษาการนั้นสิ้นสุดลง) ตลอดจนอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรักษาการมีเพียงใดก็ล้วนบัญญัติไว้ในมาตรา 181 นี้ทั้งสิ้น
ฉะนั้น การพิจารณาว่าคณะรัฐมนตรีรักษาการจะพ้นจากตำแหน่งได้อีกหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามมาตรา 181 และจะเห็นได้ว่าด้วย ‘สถานะ’ (Status) ของคณะรัฐมนตรีรักษาการจะดำรงอยู่ในตำแหน่งคณะรัฐมนตรีเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งรักษาการไปโดยเหตุตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 181 เท่านั้น ไม่มีกรณีอื่นใดอีก

บางท่านเข้าใจผิดไปว่า รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 181 บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องดำรงตำแหน่งต่อไปนั้น แสดงว่า คณะรัฐมนตรียังพ้นจากตำแหน่งซ้ำอีกครั้งได้ นั่นเป็นความเข้าใจผิดของท่านเหล่านั้น เนื่องจากที่ได้อธิบายไปแล้วว่าการบัญญัติว่า “ต้องดำรงตำแหน่งต่อไป” ก็เพื่อแยกแยะการรักษาการคณะรัฐมนตรี ออกจาก ‘การรักษาราชการแทน’ (suppleance) และ ‘การรักษาการในตำแหน่ง’ (interim) ซึ่งโดยปกติ (หากกฎหมายไม่กำหนดเป็นอย่างอื่น) ก็จะหมายความว่า ให้บุคคลอื่นมารักษาราชการแทน หรือรักษาการในตำแหน่ง ตามแต่กรณี

ทว่า กรณีตามมาตรา 181 หาได้มุ่งหมายให้บุคคลอื่นมาปฏิบัติหน้าที่รักษาการคณะรัฐมนตรีเช่นนั้น มาตรา 181 จึงวางหลักการรักษาการขึ้นโดยเฉพาะโดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไปจนกว่าเหตุชั่วคราวจะยุติลง รัฐธรรมนูญจึงมิได้วางโครงสร้างให้มี ‘สภาผู้แทนราษฎรรักษาการ’ (ที่พ้นจากตำแหน่งไปพร้อมกับคณะรัฐมนตรีนั้น) เพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ ‘คณะรัฐมนตรีรักษาการ’ ได้อีก

ดังนั้น ที่บางท่านพยายามบอกว่า แม้ ครม.จะพ้นไปแล้วตาม มาตรา 180 แต่ “ความเป็นรัฐมนตรี” ยังไม่สิ้นสุดลง (ตามมาตรา 182) จึงสามารถให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงได้อีก จึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะความเป็นรัฐมนตรีได้สิ้นสุดลง (182) ไปแล้ว ด้วยการพ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีทั้งคณะ ตามมาตรา 180 โดยการยุบสภา ตามมาตรา 108 ครม.นั้นเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดแล้ว จึงตั้งใครมาทำหน้าที่แทนไม่ได้ จึงต้องทำหน้าที่ต่อไป

สรุป การอยู่ในตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีรักษาการ คือ สถานะเฉพาะของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เป็นการสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีทุกคนด้วยการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน เป็นการพ้นจากตำแหน่งเหมือนกรณีที่ ส.ส. อภิสิทธิ์ พ้นจากตำแหน่งด้วยการที่สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบลง ตามมาตรา 108 รธน. แต่เป็นการที่มาตรา ๑๘๑ รัฐธรรมนูญระบุหน้าที่เฉพาะให้ ครม.ที่พ้นไปแล้วต้องทำหน้าที่ต่อไปเพื่อไม่ให้มีช่องว่างทางอำนาจเกิดขึ้น เพื่อรักษาหลักการของกฎหมายมหาชน คือหลักว่าด้วยความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะ

ดังนั้น บรรดาคำอธิบายที่พยายามผลักดันให้นำบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี(ก่อน)พ้นจากตำแหน่ง ให้นำมาบังคับใช้แก่คณะรัฐมนตรีรักษาการ(ที่พ้นไปแล้ว)ด้วยนั้น จึงเป็นการอธิบายเพื่อทำลายหลักการตามมาตรา 181 ที่รัฐธรรมนูญสร้างขึ้นเพื่อป้องกันสุญญากาศ แต่บุคคลผู้ไม่ประสงค์ดีต่อรัฐธรรมนูญพยายามทำลายหลักการนี้เพื่อก่อสุญญากาศทางการเมืองขึ้นอย่างน่าละอายใจ เป็นการปล้นอำนาจไปจากประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย อย่างแท้จริง

********************

การพ้นจากตำแหน่งรักษาการ
สมผล ตระกูลรุ่ง. คอลัมน์ มุมกฎหมาย: การพ้นจากตำแหน่งรักษาการ. โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 หน้า 4

การที่จะพ้นจากตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าโดยศาลรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นประเด็นที่นักกฎหมายของรัฐบาลพยายามนำเสนอสังคมว่า เมื่อยุบสภาแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีย่อมสิ้นสุดลงแล้ว จึงเป็นรักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปเท่านั้น เท่ากับไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงไม่อาจถอดถอนได้อีกโดยเปรียบเทียบว่า คนจะตาย 2 ครั้งได้อย่างไร

ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งที่มีความเป็นรัฐมนตรีอยู่ด้วย บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติถึงเหตุที่ทำให้การพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี จึงรวมถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 180-183 ซึ่งมีทั้งการพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะและความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และบทบัญญัติให้อยู่ในตำแหน่งเพื่อรักษาการ ดังนี้

คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะมาตรา 180
1.ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182
2.มีการยุบสภาหรืออยู่ครบวาระ
3.คณะรัฐมนตรีลาออก

สำหรับความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว บัญญัติไว้ในมาตรา 182 และ 183
1.ตาย
2.ลาออก
3.ถูกศาลพิพากษาให้จำคุกแม้จะยังไม่ถึงที่สุดหรือรอลงอาญา
4.สภาผู้แทนไม่ไว้วางใจ
5.ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม
6.นายกรัฐมนตรีปลด
7.กระทำการต้องห้ามตามมาตรา 267,268 หรือ 269 คือกรณีของคุณถวิล เปลี่ยนศรี
8.วุฒิสภาถอดถอนการพ้นจากตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีทั้งสองกรณี

กฎหมายบัญญัติให้อยู่ในตำแหน่งรักษาการไว้เฉพาะตามมาตรา 181 คือ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเพราะการยุบสภาหรืออยู่ครบวาระ จะถูกจำกัดอำนาจไม่ให้แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการไม่ใช้จ่ายเงินงบประมาณ ไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการผูกพันถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
เหตุผลเป็นที่เข้าใจได้ว่า ประเทศต้องมีรัฐบาล เมื่อคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ย่อมไม่มีใครทำหน้าที่แทนได้ จึงต้องอยู่รักษาการก่อน จนกว่าจะได้ชุดใหม่

ส่วนการพ้นจากตำแหน่งอันเนื่องมาจากความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 ไม่มีกฎหมายให้อยู่ในตำแหน่งรักษาการต่อไป เพราะเมื่อพ้นเฉพาะตัวหากเป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีย่อมตั้งคนใหม่แทนได้ และหากเป็นการพ้นจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคท้ายให้ดำเนินการสรรหานายกรัฐมนตรีเหมือนเมื่อผ่านการเลือกตั้งทั่วไป

การเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีรักษาการ รัฐธรรมนูญมาตรา 181 ใช้คำว่า “ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่”รัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้คำว่ารักษาการ แต่ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป โดยจำกัดอำนาจไว้เท่านั้น

นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีรักษาการ เป็นการพูดภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆ แต่ยังต้องถือว่า ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ยังดำรงตำแหน่งอยู่ แต่อำนาจลดลง จะอ้างว่าไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีแล้วไม่ได้

ที่สำคัญ ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคน ยังรับเงินเดือนตามปกติ ทั้งๆ ที่ควรจะได้รับน้อยลง เพราะอำนาจหน้าที่ลดลงความเป็นรัฐมนตรีจึงยังมีอยู่ ไม่ใช่ตายแล้วตายอีกอย่างที่รัฐบาลพยายามเปรียบเทียบ

สำหรับกรณีที่นักกฎหมายแดงพยายามเปรียบเทียบ คือ กรณีเรื่องการหนีทหารของคุณอภิสิทธิ์ ที่ศาลไม่พิจารณาต่อเมื่อมีการยุบสภา ทำให้สมาชิกภาพความเป็น สส.ของคุณอภิสิทธิ์สิ้นสภาพไปนั้น เหตุผลไม่ใช่เพราะศาลไม่มีอำนาจพิจารณา แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณา เพราะเป็นการพ้นจากตำแหน่ง สส.อย่างเด็ดขาด เงินเดือนก็ไม่ได้รับ หน้าที่เพื่อรักษาการก็ไม่มี กรณีจึงไม่เหมือนกัน

ประเด็นที่น่าสนใจมากๆ ในกรณีหากนายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 ที่เป็นการสิ้นสุดเฉพาะตัวนั้น หากเป็นกรณีนายกรัฐมนตรีพ้นสภาพความเป็นรัฐมนตรี คือ ต้องหลุดจากตำแหน่งมาตรา 180 บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามนายกรัฐมนตรีไปด้วย ซึ่งหมายถึงคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน จึงมีปัญหาว่า ในกรณีที่เป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการ ยังมีสิทธิรักษาการต่อไปตาม 181 หรือไม่

หากตีความว่าต้องรักษาการต่อไป อาจเป็นช่องทางให้ทำผิดได้เรื่อยๆก็จะอยู่รักษาการต่อไปไม่รู้จบ กรณีที่มาตรา 181 บัญญัตินั้น เป็นกรณีปกติที่คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งจริงๆไม่ใช่พ้นจากตำแหน่งรักษาการ

อย่างไรก็ตาม หากคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งตามนายกรัฐมนตรีไปด้วยนั้นมาตรา 180 บัญญัติให้สภาผู้แทนดำเนินการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ต่อไป แต่ปัจจุบันไม่มีสภาผู้แทนราษฎร จะทำกันอย่างไร

ทั้งหลายทั้งปวงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติไว้ ถ้าจะตีความว่าต้องเคร่งครัดตามตัวอักษร ก็จะมีปัญหาที่ไม่อาจปฏิบัติได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นได้เพราะเมื่อคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามนายกรัฐมนตรีไป ก็ต้องสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่ก็ทำไม่ได้อีก เพราะไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มี สส.ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงต้องบัญญัติแนวทางแก้ปัญหาเป็นหลักทั่วไปไว้ ซึ่งในรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็คือ มาตรา 3 และมาตรา 7 นั่นเอง
หากให้นักกฎหมายของรัฐบาลตีความ คำตอบก็คงอยู่ที่ให้รักษาการต่อไปเรื่อยๆแต่หากให้ กปปส.ตีความ ก็คงบอกว่า เมื่อรัฐบาลทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

จึงต้องมีคนกลาง คือ ศาลเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งเป็นหลักที่ยอมรับปฏิบัติกันทั่วโลก เพราะเป็นหลักการดุล-คานอำนาจในระบอบประชาธิปไตยสากล
จะมีก็แต่เฉพาะเมืองไทยที่มีรัฐบาลภายใต้ประชาธิปไตยในระบอบทักษิณเท่านั้น ที่สถาปนาคนหน้าเหลี่ยมให้อยู่เหนืออำนาจอธิปไตยทั้งสาม จึงไม่ยอมรับกระบวนการตุลาการ ไม่ยอมรับอำนาจศาล เป็นคนบาปที่เร่ร่อนหนีคดี แล้วใช้อำนาจเงินทำลายประเทศตัวเองอยู่ทุกวันนี้เพียงเพื่อจะได้กลับมาอย่างเท่

Advertisements
หมวดหมู่:law and regulation
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: