หน้าแรก > law and regulation > เมื่อผู้ว่าการรัฐไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐ

เมื่อผู้ว่าการรัฐไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐ

สกล หาญสุทธิวารินทร์. คอลัมน์ ค้าๆขายๆ กับกฎหมายธุรกิจ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 หน้า 10

รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา มาตรา 3 บัญญัติว่า อำนาจตุลาการเป็นของศาลสูงสุดหนึ่งศาล และศาลระดับรองที่สภาคองเกรสจะจัดตั้งขึ้น ไม่ได้บัญญัติให้มีศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ และก็ไม่มีบทบัญญัติที่ชัดแจ้งให้ศาลสูงสุดมีอำนาจพิจารณาว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญและการตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่หลังจากศาลสูงสุด ได้พิจารณาและมีคำพิพากษาคดี Marbury และ Madison เมื่อ ค.ศ.1803 ว่า กฎหมายตุลาการที่มีการแก้ไขใหม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ถือเป็นบรรทัดฐานมาตั้งแต่บัดนั้นว่าศาลสูงสุด ผู้ใช้อำนาจตุลาการ มีอำนาจวินิจฉัยตีความรัฐธรรมนูญและพิจารณาว่ากฎหมายที่ตราออกมาใช้บังคับขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

รัฐทางใต้ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลสหพันธ์ เหตุเริ่มจากคดี Brown v.Board of Education of Topeka รัฐแคนซัสซิตี เมื่อเกิดกรณีเด็กหญิง Linda Brown ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนในโรงเรียนประถมของรัฐแห่งหนึ่งในรัฐแคนซัสซิตี เพราะเธอเป็นคนดำ ซึ่งมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นหลายกรณี ในที่สุดกรณีของ เด็กหญิง Linda Brown เข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสหรัฐอเมริกา ศาลสูงได้มีคำพิพากษาในปี 2497 โดยยึดถือรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 14 ลบล้างการปฏิบัติที่ยึดถือกันมานาน โดยวินิจฉัยว่า การแบ่งแยกโรงเรียนตามสีผิวของเด็กนักเรียน เป็นการขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่บรรดารัฐทางใต้ที่ยังมีการเหยียดผิว และมีท่าทีไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลสูงดังกล่าว

คำพิพากษาของศาลสูงในคดีนี้ เป็นบรรทัดฐานให้รัฐทางใต้ของสหรัฐอเมริกา ต้องปฏิบัติตาม โดยศาลได้ออกคำสั่งให้รัฐยุบโรงเรียนที่แบ่งแยกตามสีผิว ให้รวมเป็นโรงเรียนเดียวกัน และให้ดำเนินการค่อยเป็นค่อยไปอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ ศาลสูงได้ให้ศาลชั้นต้นสหพันธ์ในแต่ละรัฐ เฝ้าติดตาม ว่า รัฐแต่ละรัฐได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลสูงสุดหรือไม่

คณะกรรมการโรงเรียน Little Rock รัฐ Arkansas ได้ดำเนินการตามแผนการยกเลิกการแบ่งแยกโรงเรียนตามสีผิว เพื่อรวมเป็นโรงเรียนเดียวกัน ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากศาล ในช่วงนั้น ผู้ว่าการรัฐและสภานิติบัญญัติของรัฐ Arkansas ได้ตรากฎหมายใหม่หนึ่งฉบับและแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐ บัญญัติให้การรวมโรงเรียนตามคำพิพากษาของศาลสูงเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในวันที่ 4 กันยายน 2500 เกิดการขัดแย้งกันขึ้นระหว่างคณะกรรมการของโรงเรียน Little Rock กับฝ่ายรัฐ เมื่อทหารรักษาดินแดนโดยการสั่งการของผู้ว่าการรัฐ Arkansas ไปขัดขวางไม่ให้นักเรียนผิวดำจำนวน 9 คน สมัครเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยม Little Rock ที่ได้ยุบรวมกันไม่แบ่งแยกตามสีผิว ตามแผนของคณะกรรมการโรงเรียน ถึงแม้จะมีการขัดขวางและมีทีท่าอาจเกิดความรุนแรงขึ้น แต่ ศาลชั้นต้นสหพันธ์แห่งรัฐก็ยังคงคำสั่งให้คณะกรรมการโรงเรียนดำเนินการตามแผนต่อไป

ในวันต่อมา ทหารรักษาดินแดนรัฐ Arkansas ก็ไปขัดขวางไม่ให้นักเรียนผิวดำกลุ่มดังกล่าวสมัครเข้าเรียนเช่นเดิมอีก ดังนั้น ศาลชั้นต้นสหพันธ์ในรัฐ Arkansas จึงออกหมายศาลสั่งให้รัฐบาลสหรัฐ บังคับให้ผู้ว่าการรัฐ Arkansas ถอนกำลังทหารรักษาดินแดนที่ขัดขวางการสมัครเข้าเรียนของนักเรียนดังกล่าวออกไป ต่อมา ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ได้ส่งทหารรักษาดินแดนของรัฐบาลกลาง เข้าไปที่รัฐ Arkansas ให้ทหารรักษาดินแดนทำหน้าที่ให้ความคุ้มครองนักเรียนผิวดำ 9 คนกลุ่มนี้ เนื่องจากมีฝูงชนออกมาต่อต้านไม่ให้กลุ่มนักเรียนดังกล่าวเข้าเรียนได้ ในที่สุดจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2500 นักเรียนกลุ่มนี้จึงสามารถสมัคร และเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้

แม้นักเรียนผิวดำ กลุ่มนี้ จะสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้ แต่เหตุการณ์ต่อต้านประท้วงก็ยังไม่จบไม่สิ้น บรรยากาศการเรียนการสอนในโรงเรียน เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงเกิดโกลาหลสับสนอลหม่านไปหมด คณะกรรมการโรงเรียน จึงยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นสหพันธ์ในรัฐ Arkansas ขอชะลอแผนการรวมโรงเรียนไปก่อน เป็นเวลาสองปีครึ่ง ศาลพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย และมีคำสั่งให้ย้ายนักเรียน ผิวดำ 9 คนนี้ไปเรียนยังโรงเรียนแห่งอื่น สมาคมเพื่อความก้าวหน้าของคนผิวสีแห่งอเมริกา (NAACP) อาสาเข้ามากระทำการแทนนักเรียน 9 คน ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ภาค 8 ต่อมา ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยเห็นว่า การชะลอแผนการรวมโรงเรียน จะเป็นการกระทบต่อสิทธิของคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ในที่สุดคดีนี้ ซึ่งเรียกกันว่า คดี Cooper V. Aaron ก็เข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด ซึ่งได้ มีคำพิพากษาโดยมติเอกฉันท์ เมื่อพ.ศ. 2501 ว่าสิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญของนักเรียนกลุ่มนี้ ไม่อาจถูกอุทิศไป เพียงเพื่อประโยชน์ให้เกิดความสงบเรียบร้อยในโรงเรียนได้ และสั่งให้คณะกรรมการโรงเรียนดำเนินการตามแผนการรวมโรงเรียนต่อไป

นอกจากนี้ศาลสูงสุดยังได้วินิจฉัยต่อไปด้วยว่า ผู้ว่าการรัฐและสภานิติบัญญัติของรัฐ Arkansas ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาล เนื่องจากรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ และสภานิติบัญญัติของรัฐ ผูกพันอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของสหรัฐอเมริกา และตามที่ได้ปฏิญาณตนว่าจะเคารพและปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของศาลผู้ใช้อำนาจตุลาการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเท่านั้น รัฐและสภานิติบัญญัติของรัฐจึงผูกพันตามคำพิพากษาของศาลสูงสุด ไม่อาจออกคำสั่ง หรือตรากฎหมาย หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐ เพื่อล้มล้างคำพิพากษาของศางสูงสุดได้ ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ทุกฝ่ายยึดถือปฏิบัติกันตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
‘คำพิพากษาของศาลสูงในคดีนี้ เป็นบรรทัดฐานให้รัฐทางใต้ของสหรัฐอเมริกา ต้องปฏิบัติตามโดยศาลได้ออกคำสั่งให้รัฐยุบโรงเรียนที่แบ่งแยกตามสีผิว ให้รวมเป็นโรงเรียนเดียวกัน’

Advertisements
หมวดหมู่:law and regulation
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: