หน้าแรก > Uncategorized > พื้นที่บันทึกเสียงบ่น

พื้นที่บันทึกเสียงบ่น

(24 กรกฎาคม 2557)

– กรณียาสูตร amoxycillin+Clavulanate porassium

ช่วงแรกที่เปลี่ยนเขาอ้างว่ากิน 1 เม็ดเช้าเย็น 3 วันครึ่งก็พอ ลดจำนวนเม็ดขายราคาจะดูเหมือนไม่แพง ลูกค้าจะซื้อง่ายขึ้น

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=837634649601018&set=a.355481587816329.89910.100000634714955&type=1

– บางเรื่อง อย.ต้องรอให้เป็นข่าวก่อนนะจึงค่อยเริ่มดำเนิน การ ตัวอย่าง ลินเดน (lindane) หรืออีกชื่อ gamma benzene hexachloride หรือ gamma-hexachlorocyclohexane ถูกประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไปแล้ว โดยลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 ธันวาคม 2555 (ระดับเดียวกับสเปรย์พริกไทยนั่นแหละ) แต่ตอนนั้นยกเว้นผ่อนปรนในยารักษาโรคหิดเหาในมนุษย์ที่ให้ขายต่อไปได้ (เหมือนจะช่วยเหลือบริษัทยา) โดยไม่มีคำสั่งแก้ไขทะเบียนตำรับยาหรือเพิกถอนทะเบียนตำรับยา

พอตอนนี้สื่อมวลชนรู้ข่าวความรุนแรง ออกข่าวปุ๊บ เก็บกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว

https://www.facebook.com/rparun/posts/804653159569285

(26 กรกฎาคม 2557)

มีคำถามซึ่งเป็นข้อสอบใบประกอบวิชาชีพล่าสุด ถามว่า สั่งสบู่นำเข้าจากจีนทางสื่อออนไลน์ (สมมติเอาเองแล้วกันว่ามีสื่อและเจ้าของสื่อนั้นอยู่ในประเทศไทย) โดยสบู่นั้น ระบุว่าสามารถลดความอ้วนได้ ในไทยยังไม่มีจำหน่าย ผิดกฎหมายใด

กรณีนี้มีความเห็นว่า ให้ดูก่อนว่ามีการจดแจ้งหรือขึ้นทะเบียนอะไรไว้หรือไม่
1. ถ้าสบู่จดแจ้งเป็นเครื่องสำอาง ตามพ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535 แล้ว จะต้องปรับบทลงโทษตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535 (แม้ว่าจะโฆษณาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดขนาดไหนก็ตาม)
1.1 ถ้ามีการโฆษณาว่าลดความอ้วนได้ จะถือว่าฝ่าฝืน พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535+พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 (ในประเด็นโฆษณา)
1.2 ถ้าเป็นการนำเข้าเพื่อขาย โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่ขาย จะถือว่าฝ่าฝืนพ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2522 มาตรา 28 ด้วย แต่ถ้าผู้ซื้อสั่งมาใช้เองไม่ฝ่าฝืนมาตรา 28 นี้
1.3 ซื้อสบู่จากสื่อออนไลน์มาขายต่ออีกที สินค้าที่ขายมีปัญหาเรื่องฉลากแน่ จะต้องถูกลงโทษในประเด็นฉลากเครื่องสำอางที่ไม่ถูกต้องด้วย พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 มาตรา 57

2. ถ้าสบู่ไม่ได้จดแจ้งเป็นเครื่องสำอาง ตามพ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ให้ดูที่จุดมุ่งหมายของการใช้ ถ้าโฆษณาว่าเป็นยา (เช่น บอกว่าลดความอ้วน) จะต้องปรับบทลงโทษตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510
2.1 การโฆษณาว่าลดวามอ้วนได้ ขั้นต่ำถือว่าฝ่าฝืนเรื่องโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 แน่ ๆ
2.2 สื่อออนไลน์ที่ขาย ฝ่าฝืนเรื่องนำเข้ายาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 72(4) อาจรวมถึงการนำเข้ายาหรือขายยาโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 12 ด้วย
2.3 ถ้านำมาขายในร้านขายยา โดยที่ไม่เคยมีการขึ้นทะเบียนตำรับยามาก่อน ถือว่าฝ่าฝืน พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ในประเด็นขายยาโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา พ.ศ.2510 มาตรา 72(4) แต่ร้านขายยาจะไม่ผิดมาตรา 12 ในประเด็นนำเข้ายาโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากไม่ได้นำเข้ายาด้วยตนเอง นอกจากนี้สินค้าที่ขายมีปัญหาเรื่องฉลากแน่ จะต้องถูกลงโทษในประเด็นฉลากที่ไม่ถูกต้องด้วย

https://www.facebook.com/rparun/posts/805579146143353

(27 กรกฎาคม 2557)

ดูทีวี คสช บอกว่ามีการจับกุมของกลางยาบ้าถึง 10 ล้านเม็ด มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อตอนที่เขากำหนด ซูโดอีเฟดรีน (pseudoephedrine) เป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 เขาคิดกันมาว่าต้องควบคุมยาบ้าได้แน่ๆ

https://www.facebook.com/rparun/posts/806620146039253

 

 

 

ในรอบ 12 ปีที่ผ่านมาของวิชาชีพเภสัชกรรม มีเรื่องราวดราม่ากันมาตลอด (ก็ยังโชคดีนะที่ผ่านมาได้) เช่น

1. การสอบใบประกอบวิชาชีพ จากเดิมที่เรียนจบแล้วได้ใบประกอบวิชาชีพเลย ก็มาเป็นต้องสอบให้ผ่านก่อน เพื่อประกันความรู้ความสามารถก่อนออกไปรับใช้สังคม ก็มีปัญหาดราม่าคนรุ่นก่อนไม่เห็นต้องสอบเลย ยังทำงานกันได้ มหาวิทยาลัยมีการประกันคุณภาพการศึกษาอยู่แล้ว เรียนจบมาถ้าสอบไม่ผ่านนี่สูญเปล่าเลยนะ เภสัชกรจะลดลงแน่ๆ เพราะไม่มีใครกล้าเข้ามาเรียน แล้วก็มีดราม่าจบจากรัฐหรือเอกชนที่ควรต้องสอบอีก ท้ายที่สุดก็สอบเหมือนกันหมด (เหตุเกิดช่วง 2545-2546)

2. หลักสูตร 5 ปีกับ 6 ปี อันนี้ก็คล้ายกับข้างต้น (มีฟ้องศาลปกครองด้วยนะ) มีดราม่าว่าคนยุคก่อนยังเรียนเต็มที่แค่ 5 ปี คนสอนยังเรียนแค่ 5 ปี ยังทำงานกันได้ เรียนเพิ่มมาอีก 1 ปี แถมสิ่งที่เพิ่มมาดันเป็นการเอาเรื่องฝึกงานมาเป็นหน่วยการเรียน ทั้งที่สามารถลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปได้ เสียค่าเทอมหรือค่าเสียโอกาสเท่าไหร่ในขณะที่เงินเดือนเริ่มต้นก็น้อยต่าง จากคนอื่น (ถ้าจำไม่ผิดเหตุเกิดช่วง 2550-2552)

3. การแก้ไขนิยามวิชาชีพเภสัชกรรม และการเพิ่มเรื่องการต่ออายุใบอนุญาต (เหตุเกิดช่วง 2556-2557) แต่ในอนาคตอาจมีการยกร่างกฎหมายวิชาชีพใหม่ทั้งฉบับอีก ตั้งแต่เรื่องนิยาม สมาชิก ที่มาของกรรมการและการพ้นตำแหน่ง การพิจารณาคดีจรรยาบรรณ ใบอนุญาตต่างๆ และอื่น ๆ (รวมแล้วประมาณ 11 ประเด็น และมีวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยอะไรนี่แหละจำไม่ได้แล้วที่มาขอข้อมูลในงาน 100 ปีวิชาชีพเภสัชกรรมจะถูกใช้เป็นฐานข้อมูลในครั้งนี้ สอบถามข้อมูลเบื้องต้นที่หัวหน้า สสจ จังหวัดของท่าน น่าจะทราบข้อมูลบ้าง)

ประเด็นที่มักมีปัญหาตลอด คือ การรับฟังความคิดเห็น ซึ่งก็น่าจะมีการหาคำตอบต่อไปว่า สัดส่วนของกรรมการที่มาจากภาคส่วนสาขาอาชีพต่างๆ มีผลต่อกระบวนการรับฟังความเห็นหรือไม่

คาดว่า ดราม่าหลักๆ นี้ จะเกิดทุก 5-6 ปี

ดราม่ารอบใหม่ในอนาคต อาจเป็นเรื่องดังต่อไปนี้
1. การสอบ 2 รอบ (แนว preclinic, ใบอนุญาต)
2. การสอบใบอนุญาตที่มีข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ
3. กรณีรับเภสัชกรจากต่างประเทศเข้ามา
4. กระบวนการต่ออายุใบอนุญาตและมีคนที่พลาดการต่ออายุใบอนุญาตเกิดขึ้น

 

เรื่องของการควบคุมการส่งเสริมการขาย
-แนวคิดที่ควรควบคุมเห็นว่า การส่งเสริมการขายจะทำให้ยามีราคาแพงขึ้น มีการจูงใจให้เกิดการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผล ควรต้องมีการควบคุมเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและประชาชน
-แนวคิดที่เห็นว่าไม่ควรควบคุมการส่งเสริมการขาย มองว่า การส่งเสริมการขายจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงความรู้เกี่ยวกับยาของตน ได้ดีขึ้น มีแนวทางใหม่ในการรักษาโรค เพื่อประโยชน์ของตัวผู้ป่วยและประชาชน

ตอนนี้ทุกคนทำเหมือนกับว่าผมมีเอกสารทุกอย่างบนโลกใบนี้ แม้กระทั่งเอกสารลับของหน่วยงานต่างๆ

การฟ้องร้องแพทย์ต้องไม่เป็น “คดีผู้บริโภค”
ที่มา หมายเหตุแพทยสภา 15 กันยายน – 14 ตุลาคม 2557
http://www.tmc.or.th/news_file/letter15-57.pdf

เพื่อความซาบซึ้งในหัวข้อนี้ โปรดดูภาพหน้าแรกของ link ประกอบด้วย

มี ความเห็นมาว่า สภาเภสัชกรรมน่าจะออกข้อสอบว่า หน่วยงานใดมีหน้าที่ต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ระหว่าง อย. หรือ สภาเภสัชกรรม หรือทั้งคู่ร่วมกัน เชื่อว่าจะมีผู้เข้าสอบส่วนหนึ่งตอบคำถามนี้ผิดแน่ๆ

ข่าว ตรวจสถานพยาบาลที่มีปัญหา แต่ไม่ระบุชื่อสถานพยาบาลที่เข้าตรวจ ทั้งที่ตัวเองยืนยันว่าเขาทำผิด แล้วประชาชนจะทราบไหมว่าเป็นที่ไหน (ดูความเห็นในข่าวประกอบด้วย)

สังเกตจากภาพยนตร์ของฝรั่งหลายเรื่องแล้ว ต่อให้มีเทคโนโลยีล้ำหน้าขนาดไหน ยังต้องมีรหัสมอร์สซึ่งเป็นวิธีโบราณไว้ใช้ติดต่อสื่อสารในเวลาฉุกเฉิน แถมตัวละครแต่ละคนเหมือนเคยเรียนกันมาด้วยนะ

17 November 2014 · Bang Rak ·

กฎหมายไทยนี่แปลกนะ ยึดหลักการพิจารณาคดีจะต้องกระทำโดยเปิดเผย แต่ผลการพิจารณาคดีกลับไม่ค่อยเปิดเผย

 

ฮา โรลด์ ลาสเวลล์ ได้นิยามการเมืองว่า “การเมือง คือ การตัดสินว่าใครจะได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร (Politics is,who gets “What”, “When”, and “How”)
http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1242

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึงคลินิกวิชาชีพหนึ่งที่ขายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 โดยไม่ได้ผ่านการตรวจวินิจฉัย โดยส่งเรื่องฟ้องต่อศาลว่าถือเป็นการขายวัตถุที่ออกฤทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท มาตรา 13 ทวิ (เพราะไม่เข้าวัตถุประสงค์ข้อยกเว้นของกฎหมาย มาตรา 15(1)) ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 10 ปี ลดโทษแล้วเหลือจำคุก 6 ปีกว่า โดยไม่รอลงอาญา (จำเลยอยู่ระหว่างการอุทธรณ์)

 

เรื่องบรรดาโรคติดเชื้อทั้งหลาย คนที่ไม่ควรวางใจ คือ เจ้าหน้าที่เนี่ยแหละ

https://www.facebook.com/AComradeofMi…/posts/575679099200759

(27 พฤศจิกายน 2557)

พวก เครื่องสำอางทำให้ผิวขาว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทำให้ผิวขาว ช่วยลดน้ำหนัก หรือทำให้เกิดผลนี่นั่นได้ ถ้าดูจากส่วนประกอบบนฉลากแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ ให้หมายหัวไว้ก่อนเลยว่ามีแอบใส่สารต้องห้ามแน่นอน แม้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเคยได้รับเลขหรือทะเบียนอะไรจาก อย.มาก่อนก็ตาม เพราะแอบใส่ภายหลังได้

 

 

 

Advertisements
หมวดหมู่:Uncategorized
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: