หน้าแรก > Uncategorized > รัฐธรรมนูญมาตรา ๗ กับศาลรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญมาตรา ๗ กับศาลรัฐธรรมนูญ

ดร.ปัญญา อุดชาชน (ที่ปรึกษาสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ). รัฐธรรมนูญมาตรา ๗ กับศาลรัฐธรรมนูญ (1). เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558 หน้า 8

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เห็นชอบบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้นในการตีความรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗ วรรคสอง ทั้งนี้ เนื่องจากในอดีตเมื่อมีปัญหาวิกฤติการณ์การเมืองเกิดขึ้นได้มีการเสนอขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

บทบัญญัติที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบดังกล่าวบัญญัติว่า
       มาตรา ๗ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
      ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำหรือการวินิจฉัยกรณีใดตามวรรคหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนก็ได้ แต่สำหรับศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี

หากศึกษาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย พบว่า บทบัญญัติที่เป็นเนื้อหาที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน จะปรากฏในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๐๒ มาตรา ๒๐ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ มาตรา ๒๒ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๙ มาตรา ๒๕ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๒๐ มาตรา ๓๐ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๓๔ มาตรา ๓๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๗ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๗ หรือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรภายใต้หลัก The Supremacy of the Constitution และเป็นการอุดช่องว่างของกฎหมาย
เมื่อพิเคราะห์ตามร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบแล้ว มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

ประการแรก ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กล่าวคือ คำว่า “ประเพณีการปกครอง” มีรากฐานที่มา ๒ ทาง คือ ประการแรก จารีตประเพณีตามรัฐธรรมนูญ ประการที่สอง หลักกฎหมายมหาชนทั่วไป

จารีตประเพณีตามรัฐธรรมนูญ มีหลักการสำคัญตามระบบรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษที่มีรัฐธรรมนูญลักษณะ Unwritten Constitution ประกอบด้วยดังนี้
๑. หลักความเสมอภาค (Equality) ตามแนวคิดของ A.V. Dicey นักนิติปรัชญาชาวอังกฤษ ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นบิดาของหลักนิติธรรม (The Rule of Law) เช่น พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เป็นต้น
๒. หลักพระราชบัญญัติที่รัฐสภาตราขึ้น เช่น The Act of Settlement และ The People Representation Act เป็นต้น
๓. หลักกฎหมายและประเพณีของรัฐสภา (Law and Custom of the Parliament) เช่น ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา มติที่ประชุมของรัฐสภา และคำวินิจฉัยของประธานรัฐสภา เป็นต้น
๔. หลักธรรมเนียมตามรัฐธรรมนูญ (The Convention of the Constitution) ถือว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐธรรมนูญ

นอกจากนั้น จารีตประเพณีตามรัฐธรรมนูญยังมีหลักการสำคัญตามระบบรัฐธรรมนูญของประเทศฝรั่งเศสที่มีรัฐธรรมนูญลักษณะ Written Constitution ประกอบด้วย ดังนี้
๑. หลักกฎหมายมหาชนทั่วไป เช่น คำปรารภของรัฐธรรมนูญ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
๒. หลักความเสมอภาค (Equality) ที่ปรากฏในบทบัญญัติของกฎหมายหลาย ๆ ฉบับ
๓. หลักความสอดคล้องกับขนบธรรมเนียมปฏิบัติของสาธารณรัฐซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสืบทอดกันมา

สำหรับกรณีของประเทศไทย จารีตประเพณีตามรัฐธรรมนูญมีรากฐานความเป็นมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยที่ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชกรณีการตีกลองร้องทุกข์ของราษฎร เช่น สิทธิของราษฎรในการถวายฎีการ้องทุกข์และคำวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ในการวินิจฉัยฎีกา เป็นต้น และมีพัฒนาการปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ รวมถึงธรรมนูญและรัฐธรรมนูญต่อมาจนถึงปัจจุบัน คำว่าจารีตประเพณีตามรัฐธรรมนูญ ศาสตราจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม ได้อธิบายไว้ดังนี้
๑. เป็นการปฏิบัติซ้ำกันบ่อย ๆ
๒. มีความสม่ำเสมอเป็นเนืองนิจ
๓. มีความชัดแจ้งในประเพณีปฏิบัติ
๔. มีความเห็นชอบพร้อมกันของมหาชน (Consensus)

ประการที่สอง องค์กรที่ทำหน้าที่ตีความประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

กรณีของประเทศไทยมี ๒ ลักษณะ คือ ลักษณะแรก รัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมีอำนาจหน้าที่ตีความเฉพาะประเด็นที่เป็นวงงานของรัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือคณะรัฐมนตรีเท่านั้น เช่น ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๓๔ มาตรา ๓๐ วรรคแรก บัญญัติว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญการปกครองนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย” วรรคสอง “ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยกรณีใดตามความในวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือเกิดขึ้นโดยคณะรัฐมนตรี ขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัย ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติชี้ขาด” เป็นต้น

ลักษณะที่สอง ศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าจะไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗ แต่ในทางปฏิบัติได้มีคำพิพากษาและคำวินิจฉัยของศาลได้ตีความและวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข.

หมายเหตุ:ติดตามบทความ “รัฐธรรมนูญมาตรา ๗ กับศาลรัฐธรรมนูญ” ตอน 2 ซึ่งเป็นตอนจบ ในหน้าบทความ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอังคารที่ 27 มกราคม 2558

__________

Advertisements
หมวดหมู่:Uncategorized
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: